หอยแมลงภู่ ประโยชน์ต่อสุขภาพและข้อควรระวังในการบริโภค

หอยแมลงภู่ถือเป็นอาหารทะเลอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย หอยแมลงภู่ถูกนำมาเป็นวัตถุดิบในอาหารหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเมนูลวกจิ้ม เมนูทอด ไปจนถึงเป็นส่วนประกอบในเมนูยำหรือต้มยำ นอกเหนือจากความอร่อยแล้ว หอยแมลงภู่ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกหลายประการเลยทีเดียว

เนื้อหอยแมลงภู่ 85 กรัมให้พลังงานประมาณ 146 แคลอรี่ ให้โปรตีนมากถึง 20 กรัม ให้คาร์โบไฮเดรต 6 กรัม และให้ไขมันเพียงแค่ 4 กรัมเท่านั้น หอยแมลงภู่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนในปริมาณที่สูง และยังอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และกรดอะมิโนจำเป็นที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย 

หอยแมลงภู่ ประโยชน์ต่อสุขภาพและข้อควรระวังในการบริโภค

ประโยชน์ของหอยแมลงภู่ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

หอยแมลงภู่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ ดังนี้

1. มีสรรพคุณต้านการอักเสบ 

หอยแมลงภู่มีสรรพคุณในการต้านการอักเสบ จึงสามารถช่วยลดอาการอักเสบภายในร่างกายได้หลายประการ เช่น การอักเสบระบบทางเดินหายใจ ส่งผลให้อาจช่วยบรรเทาอาการหายใจมีเสียงหวีดในผู้ป่วยโรคหอบหืดได้ รวมถึงอาจช่วยลดการอักเสบของข้อต่อ จึงอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมหรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ด้วย

2. ช่วยปรับปรุงการทำงานของสมอง 

หอยแมลงภู่อุดมไปด้วยสารอาหารบำรุงสมองหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 อย่างกรดไขมันดีเอชเอ (Docosahexaenoic Acid: DHA) และวิตามินบี 12 ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีประโยชน์ในด้านการช่วยปรับปรุงการทำงานของสมองและความทรงจำ ส่งผลให้อาจสามารถช่วยชะลอความเสื่อมของระบบความคิดและความทรงจำเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยสูงอายุ

3. ช่วยบำรุงสุขภาพหัวใจ 

กรดไขมันโอเมก้า 3 และวิตามินบี 12 ในหอยแมลงภู่มีสรรพคุณในการช่วยบำรุงหัวใจด้วย โดยจะช่วยควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ช่วยให้การเต้นของหัวใจเป็นปกติ เนื่องจากหัวใจไม่ต้องทำงานหนักเกินไปในการสูบฉีดเลือด นอกจากนี้ ยังอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอื่น ๆ ที่มีความอันตรายต่อหัวใจ เช่น ภาวะคอเลสเตอรอลสูง ภาวะหัวใจวาย ด้วย

4. ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

หอยแมลงภู่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกัน เช่น สังกะสีและโปรตีน โดยสังกะสีเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญในการพัฒนาเซลล์ที่สร้างระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย

ส่วนโปรตีนในหอยแมลงภู่ซึ่งมีในปริมาณมากก็เป็นโปรตีนชนิดที่ย่อยง่าย ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ การรับประทานหอยแมลงภู่เป็นประจำจึงอาจช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้นได้

5. ช่วยปรับปรุงการไหลเวียนของเลือด 

กรดไขมันโอเมก้า 3 ในหอยแมลงภู่มีสรรพคุณในการช่วยปรับปรุงการไหลเวียนของเลือด ช่วยให้ผนังหลอดเลือดมีความแข็งแรงมากขึ้น ส่งผลให้เลือดสามารถไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายได้ดีมากขึ้น 

ยิ่งไปกว่านั้น หอยแมลงภู่ยังมีธาตุเหล็กในปริมาณมาก ซึ่งธาตุเหล็กเป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อการสร้างฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) และไมโอโกลบิน (Myoglobin) ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญในกระบวนการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และกระบวนการไหลเวียนของเลือดด้วย ดังนั้น หอยแมลงภู่จึงอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะโลหิตจางได้ด้วยนั่นเอง

ข้อควรระวังในการบริโภคหอยแมลงภู่

คนส่วนใหญ่สามารถรับประทานหอยแมลงภู่ในรูปแบบของอาหารได้อย่างปลอดภัยและไม่เกิดผลข้างเคียงใด ๆ ต่อร่างกาย อย่างไรก็ตาม การรับประทานหอยแมลงภู่ในรูปแบบของอาหารและอาหารเสริมอาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีภาวะสุขภาพบางอย่างได้เช่นกัน จึงควรที่จะต้องศึกษาข้อควรระวังก่อนการบริโภค ดังนี้

  • ควรรับประทานหอยแมลงภู่จากแหล่งที่สะอาดและเชื่อถือได้ และไม่ควรรับประทานหอยแมลงภู่ดิบ หรือหอยแมลงภู่ที่ไม่ได้เก็บรักษาในความเย็นอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษจากเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัสต่าง ๆ ที่ปนเปื้อนมากับหอยแมลงภู่
  • หากหลังจากรับประทานหอยแมลงภู่แล้วมีอาการแพ้เกิดขึ้น เช่น อาเจียน ท้องเสีย หายใจลำบาก ใบหน้า ริมฝีปาก หรือลิ้นมีอาหารบวม รวมถึงเกิดผื่นลมพิษ ควรไปพบแพทย์และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานหอยและสัตว์มีเปลือกทุกชนิดในอนาคต
  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานหอยแมลงภู่ หรือปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทาน เพราะหอยแมลงภู่อาจมีการปนเปื้อนของสารปรอทในปริมาณที่สามารถส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้ 
  • การรับประทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากหอยแมลงภู่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น เกิดอาการบวมน้ำ คลื่นไส้ หรือปวดท้องได้ จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทาน
  • การรับประทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากหอยแมลงภู่อาจเกิดปฏิกิริยากับยาบางชนิดได้ เช่น ยาในกลุ่มยาเอ็นเสด (NSAIDs) ยาต้านการแข็งตัวของเลือด และยาต้านการอักเสบ จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทาน

การรับประทานหอยแมลงภู่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ แต่ควรศึกษาข้อควรระวังในการรับประทานอย่างถี่ถ้วน และรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมกับที่ร่างกายต้องการเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อร่างกายตามมา นอกจากนี้ ควรรับประทานเนื้อสัตว์ชนิดอื่นและอาหารประเภทอื่น ๆ ร่วมด้วย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนและหลากหลายนั่นเอง