TGA (กลุ่มอาการลืมเหตุการณ์ทั้งหมดชั่วคราว)

ความหมาย TGA (กลุ่มอาการลืมเหตุการณ์ทั้งหมดชั่วคราว)

TGA (Transient Global Amnesia) หรือกลุ่มอาการลืมเหตุการณ์ทั้งหมดชั่วคราว เป็นการสูญเสียความจำชั่วคราวที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ผู้ป่วยอาจไม่สามารถจดจำข้อมูลหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ทำให้สับสนในเรื่องสถานที่และเวลา เช่น ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน หรือมาอยู่ในสถานที่ดังกล่าวได้อย่างไร เป็นต้น ซึ่งอาการดังกล่าวอาจทำให้รู้สึกกังวล และส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ อย่างไรก็ตาม อาการนี้พบได้ไม่บ่อยนักและไม่เป็นอันตราย โดยมักจะเกิดเพียงช่วงสั้น ๆ แต่จากนั้นความจำจะกลับมาภายในประมาณ 24 ชั่วโมง

อาการของ TGA

ผู้ป่วยจะไม่ลืมว่าตัวเองเป็นใครและยังสามารถจดจำเรื่องราวในอดีตได้ เพียงแต่จะไม่สามารถจำเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ณ ขณะนั้น ๆ โดยอาจมีอาการผิดปกติที่สังเกตได้ ดังต่อไปนี้  

  • ผู้ป่วยจะลืมความทรงจำในช่วงที่เกิด TGA และอาการจะหายไปภายใน 24 ชั่วโมง
  • ผู้ป่วยมีความคิดหรือความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ตามปกติ เช่น จำชื่อสิ่งของที่คุ้นเคยได้ สามารถปฏิบัติตามคำแนะนำแบบง่าย ๆ ยังคงจดจำอัตลักษณ์ของตนเองได้ เป็นต้น
  • อาจทราบว่าอาการนี้เกิดขึ้นได้จากบุคคลรอบตัวที่สังเกตลักษณะของผู้ป่วย
  • อาการที่เกิดขึ้นไม่ทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทหรือโรคลมชัก
  • ผู้ป่วยไม่มีประวัติได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะมาก่อนในเวลาใกล้กับที่มีอาการนี้ หรือไม่ใช่ผู้ที่ป่วยโรคลมชักแบบควบคุมอาการไม่ได้

ทั้งนี้ หากผู้ป่วยมีอาการสับสน สูญเสียความทรงจำ หรือไม่รับรู้สิ่งต่าง ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเกิดจากโรคร้ายแรงอื่น ๆ ที่มีอาการคล้าย TGA ได้ด้วย อย่างโรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคลมชัก ซึ่งอาจทำให้เกิดการสูญเสียความทรงจำอย่างฉับพลันได้เช่นกัน

1830 TGA rs

สาเหตุของ TGA

ปัจจุบันในทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของ TGA แต่พบว่าผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีประวัติป่วยเป็นไมเกรนอาจมีความเสี่ยงเผชิญภาวะนี้สูงกว่าคนทั่วไป

นอกจากนั้น อาจมีปัจจัยบางอย่างที่กระตุ้นให้เกิด TGA ได้ ดังนี้

  • การทำกิจกรรมบางอย่าง เช่น การแช่น้ำที่ร้อนหรือเย็นมากอย่างกะทันหัน การออกกำลังกายหนักเกินไป การมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น
  • การบาดเจ็บ เช่น ได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะแบบไม่รุนแรง หรือมีอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงเกิดขึ้น เป็นต้น
  • การเกิดความเครียดอย่างรุนแรง เช่น การได้รับข่าวร้าย การทำงานหนัก การทะเลาะเบาะแว้ง เป็นต้น
  • การตรวจทางการแพทย์บางชนิด เช่น การตรวจวินิจฉัยหลอดเลือด การตรวจแบบส่องกล้อง เป็นต้น

การวินิจฉัยอาการ TGA

อาการของ TGA อาจคล้ายคลึงกับภาวะอื่น ๆ ที่ร้ายแรงได้ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะชัก การบาดเจ็บที่สมอง เป็นต้น ดังนั้น แพทย์จึงจะตรวจวินิจฉัยให้แน่ใจว่าอาการลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากโรคที่มีความรุนแรง โดยในเบื้องต้นแพทย์จะสอบถามบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับผู้ป่วยเกี่ยวกับอาการ ประวัติสุขภาพ หรือยาที่กำลังใช้อยู่ และอาจใช้วิธีวินิจฉัยอื่น ๆ เพิ่มเติม ดังนี้

การตรวจทางระบบประสาท เพื่อดูว่าสมองทำงานเป็นปกติดีหรือไม่ โดยแพทย์จะใช้วิธีตรวจเบื้องต้น เช่น ตรวจปฏิกิริยาตอบสนองของกล้ามเนื้อ ตรวจรูม่านตาด้วยแสงไฟ และตรวจการทรงตัวของผู้ป่วย เป็นต้น

การตรวจเลือด แพทย์อาจตรวจเลือดเพื่อแยกโรคและหาสาเหตุของการสูญเสียความทรงจำที่เกิดจากปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น การติดเชื้อ การขาดวิตามินบี 1 เป็นต้น

การทำ MRI Scan เป็นการวินิจฉัยด้วยการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อช่วยให้เห็นภาพความเสียหายภายในสมองอย่างละเอียด

การทำ CT Scan เป็นการใช้เครื่องเอกเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อฉายภาพภายในสมองในมุมต่าง ๆ โดยวิธีนี้สามารถบอกถึงความผิดปกติของโครงสร้างสมองได้ เช่น เส้นเลือดสมองที่ตีบแคบ เหยียดตึงเกิน หรือแตกออก เป็นต้น

การตรวจคลื่นไฟฟ้าในสมอง (Electroencephalogram) เป็นการบันทึกคลื่นไฟฟ้าในสมองด้วยขั้วไฟฟ้าที่ติดไว้บริเวณหนังศีรษะ เพื่อตรวจดูว่าอาการดังกล่าวเกิดจากโรคลมชักหรือไม่ เพราะผู้ที่มีอาการลมชักนั้นอาจมีคลื่นสมองที่เปลี่ยนแปลงไป แม้ว่าจะไม่มีอาการชักปรากฏให้เห็นก็ตาม

การรักษาอาการ TGA

ผู้ป่วยที่มีภาวะ TGA อาจไม่จำเป็นต้องรับการรักษา เนื่องจากอาการสามารถหายไปได้เองและมักไม่เกิดผลกระทบหรือเกิดขึ้นซ้ำในภายหลังแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยเกิดภาวะ TGA ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและติดตามผลอย่างน้อย 1 ครั้ง และควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ความดันในทรวงอกเพิ่มขึ้น เพราะเสี่ยงทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองลดลงจนอาจเกิดภาวะ TGA ขึ้นอีกครั้ง

ส่วนบุคคลรอบข้างสามารถช่วยดูแลผู้ป่วยได้ตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • อยู่เคียงข้างตลอดขั้นตอนประเมินอาการ เพื่อเป็นกำลังใจและรับทราบข้อมูลการรักษาในกรณีที่รุนแรง เนื่องจากการสูญเสียความทรงจำอย่างฉับพลันอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่ร้ายแรงได้
  • ปรึกษาเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์เกี่ยวกับความเครียดหรือปัจจัยที่อาจกระตุ้นให้ผู้ป่วยเกิดอาการ เช่น ความขัดแย้งหรือความวิตกกังวลในบ้านหรือที่ทำงาน การออกกำลังกายอย่างหนัก การแช่น้ำที่ร้อนหรือเย็นมากอย่างกะทันหัน เป็นต้น
  • หมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น อาการชา อ่อนเพลีย หรือสั่น เป็นต้น โดยแจ้งอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้แพทย์ทราบด้วย

ภาวะแทรกซ้อนของ TGA

ผู้ป่วยอาจได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจและอารมณ์ เนื่องจากอาจมีความกังวลเกี่ยวกับอาการของตนเอง โดยอาจกลัวว่าจะเกิดขึ้นซ้ำ หรือคิดไปเองว่าตนป่วยเป็นโรคร้ายแรงต่าง ๆ เช่น เนื้องอก โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น ดังนั้น หากผู้ป่วยวิตกกังวลเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาเพิ่มเติม

การป้องกันอาการ TGA

เนื่องจากยังไม่สามารถระบุสาเหตุของการเกิด TGA ได้อย่างแน่ชัด จึงยังไม่มีวิธีป้องกันที่แน่ชัด สิ่งที่พอจะทำได้ คือ ลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการนี้ขึ้น เช่น หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่หนักเกินไป ระมัดระวังไม่ให้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุต่าง ๆ จัดการกับความเครียดที่อาจเกิดจากการทำงานหนักหรือความขัดแย้งกับผู้อื่น และปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีการตรวจรักษาต่าง ๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการ TGA ตามมาได้ เป็นต้น