Nifedipine

Nifedipine

Nifedipine (ไนเฟดิปีน) เป็นยาในกลุ่มแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ (Calcium Channel Blocker) มีกลไกการออกฤทธิ์ช่วยคลายกล้ามเนื้อหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งจะช่วยให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้ดีขึ้น ยาไนเฟดิปีนนำมาใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง หรือป้องกันการเกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด และอาจนำมาใช้รักษาโรคและอาการอื่น ๆ ได้ เช่น รักษาโรคเรเนาด์ (Raynaud’s Syndrome) ป้องกันป้องกันอาการไมเกรน หรือการคลอดก่อนกำหนด อย่างไรก็ตาม ยาไนเฟดิปีนมีข้อห้ามใช้และผลข้างเคียงมาก ดังนั้น การใช้ยาควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

518Nifedipine

เกี่ยวกับยา Nifedipine

กลุ่มยา ยากลุ่มแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ (Calcium Channel Blocker)
ประเภทยา ยาตามใบสั่งแพทย์ 
สรรพคุณ รักษาโรคความดันโลหิตสูงและป้องกันอาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด
กลุ่มผู้ป่วย ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ
รูปแบบของยา ยารับประทานชนิดเม็ดและแคปซูล


คำเตือนของการใช้ยา Nifedipine

  • ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากมีประวัติแพ้ยานี้หรือมีอาการแพ้ยาอื่น ๆ เนื่องจากยาไนเฟดิปีนอาจมีส่วนประกอบที่ทำให้เกิดการแพ้หรืออาการไม่พึงประสงค์อื่น ๆ ต่อผู้ใช้ได้
  • ผู้ป่วยที่มีโรค เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจที่รุนแรงหรือโรคหัวใจภายใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ควรใช้ยานี้และควรแจ้งให้แพทย์ทราบ
  • ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ หากเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease: COPD) โรคไต มีภาวะหัวใจวาย รวมไปถึงหากกำลังใช้ยาอื่น ๆ โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ ยาต้านเชื้อรา ยาโรคซึมเศร้า ยารักษาโรคหัวใจหรือความดันโลหิต ยารักษาโรคเอดส์หรือยารักษาไวรัสตับอักเสบ บี
  • ไม่ควรใช้ยานี้หากเป็นผู้มีโรคประจำตัวหรือภาวะเกี่ยวกับหัวใจบางชนิด เช่น ภาวะหัวใจวาย หรือโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก ตีบแคบ (Aortic Stenosis)
  • หากมีความจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด ควรแจ้งให้แพทย์ทราบว่ากำลังใช้ยานี้
  • หลีกเลี่ยงการขับรถ ทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร หรือทำกิจกรรมใด ๆ ที่ต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะยานี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียน ง่วงนอน ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ รวมไปถึงควรจำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้พอเหมาะ
  • ผู้สูงอายุอาจมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากยาได้สูง โดยเฉพาะอาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ ท้องผูก ข้อเท้าและเท้าบวม ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา
  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ วางแผนจะตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาถึงความเสี่ยงและประโยชน์ของการใช้ยา ซึ่งมักจะใช้ยานี้ในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น
  • ยาอื่น ๆ อาจเกิดปฏิกิริยาต่อยานี้ ทั้งยาตามที่แพทย์สั่ง ยาที่ซื้อใช้เอง วิตามิน และสมุนไพร ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับยาทุกชนิดที่กำลังใช้หรือได้หยุดใช้ไปแล้ว เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

ปริมาณการใช้ยา Nifedipine

โรคเรเนาด์ (Raynaud’s Syndrome)
ผู้ใหญ่: ยารับประทานแบบออกฤทธิ์ทันที ขนาด 5-20 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง
ผู้สูงอายุ: อาจจำเป็นต้องลดปริมาณการใช้ยาจากข้างต้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension)
ผู้ใหญ่: ยารับประทานแบบออกฤทธิ์ทันที ขนาดเริ่มต้น 5 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง ขนาดปกติ 10-20 มิลลิกรัมวันละ 3 ครั้ง โดยสามารถค่อย ๆ เพิ่มขนาดในทุก 7-14 วัน
ยารับประทานแบบออกฤทธิ์นาน ขนาดเริ่มต้น 10-40 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง หรือขนาด 20-90 มิลลิกรัม วันละครั้ง
ผู้สูงอายุ: อาจจำเป็นต้องลดปริมาณการใช้ยาจากข้างต้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

ป้องกันอาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด (Angina Pectoris Prophylaxis)
ผู้ใหญ่: ยารับประทานแบบออกฤทธิ์ทันที ขนาดเริ่มต้น 5 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง ขนาดปกติ 10-20 มิลลิกรัมวันละ 3 ครั้ง โดยสามารถค่อย ๆ เพิ่มขนาดในทุก 7-14 วัน ยารับประทานแบบออกฤทธิ์นาน ขนาด 10-40 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง หรือ ขนาด 30-90 มิลลิกรัม วันละครั้ง
ผู้สูงอายุ: อาจจำเป็นต้องลดปริมาณการใช้ยาจากข้างต้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

ป้องกันอาการปวดไมเกรน (Migraine Prophylaxis)
ผู้ใหญ่: ยาแคปซูลแบบออกฤทธิ์ทันที ขนาดเริ่มต้น 10 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง
ยาเม็ดแบบออกฤทธิ์นาน ขนาดเริ่มต้น 30 มิลลิกรัม วันละครั้ง

*ปริมาณและระยะเวลาในการใช้ยาขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา

การใช้ยา Nifedipine

ก่อนการใช้ยาควรอ่านฉลากวิธีการใช้อย่างละเอียด และหากมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับการใช้ควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรให้เข้าใจ

  • ควรใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด สามารถรับประทานยาได้ตอนท้องว่างและพร้อมอาหาร หรือตามคำแนะนำของแพทย์
  • ยาแบบออกฤทธิ์ทันที โดยทั่วไปรับประทานวันละ 3-4 ครั้ง ควรรับประทานขณะท้องว่าง ก่อนอาหารอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หรือหลังอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และควรรับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวัน
  • ยาแบบออกฤทธิ์นาน ยานี้อยูในรูปแบบยาเม็ดที่ควบคุมการปล่อยตัวยาให้ออกฤทธิ์นาน โดยทั่วไปรับประทานวันละ 1 ครั้ง ควรรับประทานขณะท้องว่างก่อนอาหารอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หรือหลังอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และควรรับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวัน
  • ปริมาณการใช้ยาขึ้นอยู่กับภาวะของโรคและการตอบสนองต่อการรักษา แพทย์อาจค่อย ๆ เพิ่มปริมาณยา ซึ่งผู้ป่วยควรติดตามและใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำอย่างรอบคอบ
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานเกรปฟรุตหรือดื่มน้ำเกรปฟรุตขณะที่กำลังใช้ยานี้ เนื่องจากเกรปฟรุตสามารถเพิ่มปริมาณยาบางชนิดในกระแสเลือดได้ หรืออาจสอบถามถึงรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อความปลอดภัยในการใช้ยา
  • ควรใช้ยาอย่างต่อเนื่องและไม่ควรหยุดใช้ด้วยตนเอง เพื่อให้ผลการรักษาเป็นไปตามที่ควร เนื่องจากเป็นยาที่ใช้ควบคุมอาการ ไม่ได้ใช้รักษาโรคให้หายขาด
  • ควรใช้ยาในเวลาเดียวกันทุกวันเพื่อช่วยให้จดจำการใช้ยาได้และทำให้ประสิทธิภาพการออกฤทธิ์ของยาสม่ำเสมอ
  • หากมีอาการแย่ลง เช่น เจ็บหน้าอกมากขึ้นหรือบ่อยขึ้น ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที
  • ยานี้อาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะและมึนงงเมื่อลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยจึงควรเปลี่ยนท่าทางอย่างช้า ๆ
  • ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในระหว่างที่รับประทานยานี้
  • หากลืมรับประทานยา ให้รับประทานทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่หากใกล้กับเวลาที่ต้องรับประทานในมื้อถัดไป ให้ข้ามไปรับประทานยามื้อถัดไป โดยที่ไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า
  • ควรเก็บยาไว้ในอุณหภูมิห้อง เก็บให้พ้นจากความร้อน แสงแดด และความชื้น หากยาหมดอายุให้ทิ้งทันที

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Nifedipine

หากมีอาการแพ้ยา ได้แก่ ลมพิษ หายใจลำบาก หน้าบวม ริมฝีปากบวม ลิ้นบวมหรือคอบวม ควรไปพบแพทย์ทันที

หากพบว่าเกิดอาการเวียนศีรษะ ผิวหนังแดง อ่อนเพลีย ข้อเท้าบวม เท้าบวม ท้องผูก หายใจหรือกลืนลำบาก หน้ามืด เป็นลม ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะปริมาณลดลง ปวดท้องส่วนบน ดีซ่าน ปวดศีรษะ มองเห็นภาพไม่ชัดเจน อาการเจ็บหน้าอกรุนแรง หัวใจเต้นแรงหรือเต้นไม่เป็นจังหวะ โดยหากมีอาการใดอาการหนึ่ง ควรไปพบแพทย์ในทันที

ผลข้างเคียงทั่วไปที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • เวียนศีรษะเล็กน้อย
  • อาการร้อนวูบวาบและผิวหนังแดง
  • อ่อนเพลีย
  • ปวดศีรษะ
  • การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์
  • อาการแสบร้อนกลางอก
  • คลื่นไส้
  • อาการสั่น
  • ตะคริว
  • ไอ หายใจเสียงดัง
  • เจ็บคอ คัดจมูก

หากพบว่ามีอาการอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ ควรรีบแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ