โพแทสเซียมในเลือดสูง (Hyperkalemia)

ความหมาย โพแทสเซียมในเลือดสูง (Hyperkalemia)

Hyperkalemia หรือโพแทสเซียมในเลือดสูง คือภาวะที่มีปริมาณโพแทสเซียมในเลือดสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน สาเหตุมักเกิดจากความผิดปกติของไต เช่น ไตวายเฉียบพลัน โรคไตเรื้อรัง ส่งผลให้ไตมีความสามารถในการกำจัดโพแทสเซียมที่ร่างกายไม่ต้องการลดลง ซึ่งหากมีระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงมากอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

Hyperkalemia

โพแทสเซียมเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยให้เซลล์ประสาทและเซลล์กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปริมาณโพแทสเซียมในเลือดระดับปกติจะอยู่ที่ 3.6-5.2 มิลลิโมลต่อลิตร ส่วนผู้ที่มีปริมาณโพแทสเซียมในเลือดสูงกว่า 5.2 มิลลิโมลต่อลิตรนั้นถือว่ามีภาวะ Hyperkalemia และยิ่งมีปริมาณโพแทสเซียมในเลือดสูงเท่าไรก็ยิ่งเสี่ยงเกิดความผิดปกติที่รุนแรงตามมามากขึ้นเท่านั้น

อาการของโพแทสเซียมในเลือดสูง

ลักษณะและความรุนแรงของอาการผู้ป่วย Hyperkalemia ขึ้นอยู่กับปริมาณโพแทสเซียมในเลือด หากมีระดับไม่สูงมากอาจไม่ก่อให้เกิดอาการผิดปกติหรือมีอาการไม่รุนแรง เช่น อ่อนเพลีย คลื่นไส้ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นเหน็บชาตามร่างกาย เป็นต้น แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยมีระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงมากหรือตั้งแต่ 7 มิลลิโมลต่อลิตรขึ้นไปนั้นอาจกระทบต่อการทำงานของหัวใจ ส่งผลให้เกิดอาการรุนแรง เช่น หัวใจเต้นช้า ชีพจรเต้นเบากว่าปกติ รวมถึงภาวะที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตอย่างหัวใจเต้นผิดจังหวะ และหัวใจหยุดเต้น ผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์ และหากหัวใจหยุดเต้นจนหมดสติ ผู้ป่วยควรได้รับการปั๊มหัวใจอย่างถูกวิธีเพื่อช่วยให้ฟื้นคืนชีพในทันที

สาเหตุของโพแทสเซียมในเลือดสูง

ภาวะ Hyperkalemia มักเกิดจากความผิดปกติของไต เช่น โรคไตเรื้อรัง หรือไตวายเฉียบพลัน ทว่าอาจมีปัจจัยอื่นนอกเหนือจากสาเหตุข้างต้นได้เช่นกัน ดังนี้

  • โรคความผิดปกติทางเมตาบอลิซึมหรือระบบเผาผลาญพลังงาน
  • โรคทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น การ์ดอนซินโดรม (Gordon’s Syndrome) หรือภาวะอัมพาตเป็นระยะจากโพแทสเซียมในเลือดต่ำ (Hyperkalemic Periodic Paralysis) ซึ่งส่งผลให้มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงร่วมกับมีโพแทสเซียมในเลือดต่ำ
  • โรคแอดดิสัน (Addison's Disease) ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของต่อมหมวกไต
  • โรคเบาหวานชนิดที่ 1
  • ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกตัวเนื่องจากโรคหรือการรักษาบางชนิด
  • ภาวะเซลล์กล้ามเนื้อเกิดการสลายตัวเนื่องจากโรคหรือการรักษาบางชนิด
  • การรับประทานยาบางชนิด ได้แก่ ยาต้านความดันโลหิตสูง เช่น กลุ่มยาขับปัสสาวะโพแทสเซียมสแปริ่ง ยากลุ่มเอซีอีอินฮิบิเตอร์ ยาเบต้าบล็อกเกอร์ เป็นต้น รวมถึงยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาซักซินิลโคลีน ยาเฮพาริน ยาดิจิทาลิส และผลิตภัณฑ์อาหารเสริมโพแทสเซียม
  • การเจาะเลือดที่ไม่ถูกวิธี เช่น สายยางรัดแขนแน่นจนเกินไป หรือระยะเวลาการเจาะนานเกินไป

ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีเม็ดเลือดแดงแตกตัวในระหว่างหรือหลังเก็บตัวอย่างเลือด โพแทสเซียมภายในเม็ดเลือดจึงออกมาปะปนกับเลือด ทำให้ผลตรวจเลือดแสดงว่ามีภาวะโพแทสเซียมให้เลือดสูง ทั้งที่ปริมาณโพแทสเซียมในร่างกายอยู่ในระดับปกติ แพทย์จึงอาจต้องเก็บตัวอย่างเลือดซ้ำอีกครั้งเพื่อยืนยันผลการตรวจให้แน่ชัด

การวินิจฉัยโพแทสเซียมในเลือดสูง

การวินิจฉัยภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากอาการผิดปกติที่พบอาจเกิดจากสาเหตุอื่นนอกเหนือจากภาวะนี้ แพทย์จึงต้องวินิจฉัยโดยใช้หลายวิธีควบคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ การซักประวัติการเจ็บป่วย ประวัติการใช้ยา อาหารและอาหารเสริมที่รับประทาน รวมทั้งอาจใช้การทดสอบทางห้องปฏิบัติการร่วมด้วย ดังนี้

  • การตรวจเลือด หากผลการตรวจเลือดในครั้งแรกชี้ว่าผู้ป่วยมีระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงกว่าเกณฑ์ปกติ แพทย์อาจแนะนำให้เก็บตัวอย่างเลือดเพื่อตรวจสอบอีกครั้ง เนื่องจากค่าระดับโพแทสเซียมในเลือดที่สูงนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทำให้มีโอกาสที่ผลการตรวจจะผิดพลาดได้
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram: ECG) เป็นการตรวจดูจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการที่อาจบ่งบอกถึงการมีภาวะ Hyperkalemia ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหากมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะก็อาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่ภาวะ Hyperkalemia ได้เช่นกัน

การรักษาโพแทสเซียมในเลือดสูง

ผู้ที่มีภาวะ Hyperkalemia ในระดับที่ไม่เป็นอันตราย โดยเฉพาะผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง มีจังหวะการเต้นของหัวใจปกติ และไม่ได้มีความผิดปกติชนิดอื่น เช่น ภาวะเลือดเป็นกรด หรือโรคไต อาจรักษาได้ด้วยตนเองตามคำแนะนำของแพทย์ ส่วนผู้ที่มีปริมาณโพแทสเซียมในเลือดอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายและมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะควรได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนเพื่อให้พ้นภาวะวิกฤติทันที

ทั้งนี้ การรักษาภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละราย ขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค ความรุนแรงของอาการ และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตควบคู่ไปกับการใช้ยาบางชนิด ดังนี้

  • รับประทานอาหารที่มีโพแทสเซียมต่ำ ควรจำกัดปริมาณโพแทสเซียมที่ได้รับไม่เกิน 2,000-3,000 มิลลิกรัมต่อวัน
  • งดใช้ยาที่ส่งผลให้ปริมาณโพแทสเซียมในเลือดสูงขึ้น
  • รับประทานยาที่มีสรรพคุณช่วยลดปริมาณโพแทสเซียมในเลือด ได้แก่ ยาขับปัสสาวะเพื่อขับโพแทสเซียมออกจากร่างกายทางการปัสสาวะ ยาโซเดียมพอลิสไตรีนซัลโฟเนตเพื่อขับโพแทสเซียมออกจากทางเดินอาหาร หรือยาแพทไทโรมเมอร์เพื่อลดปริมาณโพแทสเซียมในเลือด
  • ฉีดกลูโคสและฮอร์โมนอินซูลินเข้าเส้นเลือดเพื่อช่วยพาโพแทสเซียมจากภายนอกเซลล์กลับเข้าสู่ภายในเซลล์
  • เข้ารับการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุของภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง เช่น โรคไต เป็นต้น

นอกจากนั้น แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ที่มีปริมาณโพแทสเซียมในเลือดอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายฉีดแคลเซียมเข้าเส้นเลือดเพื่อป้องกันหัวใจและกล้ามเนื้อจากการได้รับผลกระทบจากภาวะนี้ด้วย

ภาวะแทรกซ้อนของโพแทสเซียมในเลือดสูง

ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงอาจส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรูปแบบ Ventricular Fibrillation ส่งผลให้หัวใจของผู้ป่วยเต้นแผ่วระรัวและไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต นอกจากนั้น การมีระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงมากอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตอย่างกะทันหันได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

การป้องกันโพแทสเซียมในเลือดสูง

ภาวะ Hyperkalemia อาจป้องกันได้โดยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ผู้ที่เสี่ยงต่อภาวะนี้จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น มันฝรั่ง หน่อไม้ อะโวคาโด มะเขือเทศ ฟักทอง ส้ม กล้วย แคนตาลูป พรุน ลูกเกดและผลไม้แห้งชนิดต่าง ๆ เป็นต้น