ALS (โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอแอลเอส)

ความหมาย ALS (โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอแอลเอส)

ALS (Amyotrophic Lateral Sclerosis) หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอแอลเอส เป็นโรคเกี่ยวกับระบบประสาทที่ส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการอ่อนแรง กล้ามเนื้อกระตุก และกล้ามเนื้อลีบ ทั้งยังมีปัญหากับการพูด การเคี้ยว การกลืนอาหาร การเคลื่อนไหวร่างกาย และการหายใจ โดยอาจเกิดจากเซลล์ประสาทเสื่อมสภาพหรือถูกทำลาย และอาการจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจเสียชีวิตได้ ซึ่งในปัจจุบันก็ยังไม่มีวิธีการรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้

อาการของ ALS

โดยทั่วไป อาการมักเริ่มที่มือ เท้า แขน หรือขา แล้วจะค่อย ๆ กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย โดยผู้ป่วยอาจมีอาการ ดังนี้

  • อ่อนแรงบริเวณแขน ขา มือ หรือเท้า จนมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจทำให้เกิดความยากลำบากในการเดิน อาจสะดุดล้ม หรือหยิบจับสิ่งของไม่สะดวก
  • รู้สึกปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ลีบ และกระตุก รวมทั้งอาจมีอาการแข็งเกร็งบริเวณแขน ไหล่ และลิ้น
  • พูดไม่ชัด เคี้ยวและกลืนอาหารลำบาก
  • หายใจไม่สะดวก เนื่องจากไม่สามารถควบคุมกระบังลมได้ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยในการหายใจ
  • ไม่มีแรงพยุงลำคอ ทำให้มีอาการคอตก

ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรค ALS มักจะเสียชีวิตภายในเวลา 3-5 ปี เนื่องจากระบบทางเดินหายใจล้มเหลว อย่างไรก็ตาม บางรายอาจอยู่ได้นานกว่า 10 ปี ซึ่งขึ้นอยู่กับการดูแลร่างกายของแต่ละคนด้วย

1871 ALS rs

สาเหตุของ ALS

ในปัจจุบัน สาเหตุของโรค ALS ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่มีข้อสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

  • ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันหรือโปรตีนบางชนิดที่อาจทำให้เซลล์ประสาทตาย
  • ความไม่สมดุลของสารเคมีในร่างกาย อย่างการมีระดับกลูตาเมตสูงเกินไป
  • ปัจจัยทางพันธุกรรมที่ทำให้เซลล์ประสาทเสื่อมสภาพ
  • การอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่มีปัจจัยหลายอย่างที่อาจนำไปสู่โรคนี้ได้ เช่น มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรค ALS มีอายุระหว่าง 40-60 ปี มีเพศชาย สัมผัสกับโลหะหรือสารเคมีบางชนิด มีอาการบาดเจ็บ ติดเชื้อจากบาดแผลอย่างรุนแรง สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

ทั้งนี้ อาจแบ่ง ALS ออกเป็น 2 ประเภทตามปัจจัยเสี่ยง คือ

  • Sporadic ALS หรือ ALS ที่เกิดขึ้นเองโดยไม่พบปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน พบมากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยทั้งหมด
  • Familial ALS หรือ ALS ที่เกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม พบเพียงร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยทั้งหมด

การวินิจฉัย ALS

ในเบื้องต้น แพทย์อาจวินิจฉัยจากอาการของผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยอาจบันทึกอาการในแต่ละวันเพื่อให้แพทย์พิจารณาอาการป่วยได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ แพทย์อาจประเมินจากประวัติโรค ALS ของคนในครอบครัวด้วย

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีวิธีวินิจฉัยโรค ALS ที่ชัดเจน แพทย์จึงมักใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อตรวจหาโรคอื่น ๆ ที่มีอาการคล้ายกันด้วย ดังนี้

  • การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ ใช้ประเมินกิจกรรมทางไฟฟ้าของกล้ามเนื้อ เพื่อวินิจฉัยโรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและระบบประสาท
  • การชักนำประสาท เป็นการตรวจโดยกระตุ้นเส้นประสาท เพื่อวัดความเร็วและความแรงของสัญญาณประสาท
  • การตรวจภาพถ่ายจาก MRI Scan เป็นการถ่ายภาพด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก โดยแพทย์อาจใช้วิธีนี้เพื่อตรวจหาโรคหรือภาวะอื่นที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกับโรค ALS ด้วย เช่น เนื้องอกในไขสันหลัง และโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท เป็นต้น
  • การตรวจเลือดและปัสสาวะ แพทย์อาจตรวจเลือดและปัสสาวะเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุของอาการให้ละเอียดยิ่งขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยโรค ALS ในระยะแรกอาจมีอาการคล้ายกับโรคอื่น ๆ
  • การเจาะน้ำไขสันหลัง เป็นการเจาะนำน้ำที่หล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังมาตรวจ เพื่อวินิจฉัยโรคที่เกิดขึ้นกับสมองและระบบประสาทส่วนกลาง
  • การตัดชิ้นเนื้อตัวอย่าง เป็นการนำตัวอย่างชิ้นเนื้อของกล้ามเนื้อมาตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด เพื่อวินิจฉัยโรคและยังใช้ตรวจหาสาเหตุของโรคกล้ามเนื้ออื่น ๆ ได้ด้วย

การรักษา ALS

ALS เป็นโรคที่ไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ แต่แพทย์ก็มีวิธีรักษาเพื่อชะลอการดำเนินโรค บรรเทาอาการต่าง ๆ และป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนตามดุลยพินิจของแพทย์ ดังนี้

การรักษาด้วยยา

ยาที่แพทย์มักใช้รักษาผู้ป่วยโรค ALS คือ ยาไรลูโซล (Riluzole) ที่อาจช่วยชะลอการดำเนินโรคโดยออกฤทธิ์ต้านสารกลูตาเมต ยานี้อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงบางอย่าง เช่น เวียนศีรษะ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารและการทำงานของตับ เป็นต้น และยาอีดาราโวน (Edaravone) ที่อาจช่วยลดการเสื่อมของเซลล์ประสาท นอกจากนี้ แพทย์อาจให้ยาเพื่อบรรเทาอาการอื่น ๆ ด้วย เช่น ยาบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ยารักษาอาการหลั่งน้ำลายมากเกินไป และยารักษาภาวะซึมเศร้า เป็นต้น

การบำบัด

ผู้ป่วยอาจบรรเทาอาการด้วยวิธีการบำบัดต่าง ๆ เช่น

  • กายภาพบำบัด ผู้ป่วยสามารถออกกำลังกายด้วยวิธีที่ไม่ต้องใช้แรงมาก เช่น การเดิน การว่ายน้ำ การปั่นจักรยานอยู่กับที่ เป็นต้น เพื่อช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับความเมื่อยล้าและภาวะซึมเศร้า
  • อรรถบำบัด เป็นการฟื้นฟูความผิดปกติทางการพูด การออกเสียง และการกลืน
  • กิจกรรมบำบัด เป็นการบำบัดเพื่อทำให้ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตนเองและใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ ทั้งการใช้อุปกรณ์เพื่อช่วยในกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การแต่งกาย การอาบน้ำ เป็นต้น รวมถึงควรจัดวางสิ่งของในที่อยู่อาศัยเพื่อให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวได้อย่างสะดวกมากขึ้น
  • โภชนบำบัด เป็นการดูแลเรื่องอาหารการกินของผู้ป่วย เพื่อให้ได้รับแคลอรี่และสารอาหารที่เหมาะสม โดยให้เลี่ยงอาหารที่กลืนได้ยาก เพื่อป้องกันการสำลัก และในบางกรณีอาจต้องใส่ท่อให้อาหารเข้าไปในกระเพาะอาหารด้วย
  • การช่วยเหลือด้านจิตวิทยาและสังคม ผู้ป่วยอาจต้องได้รับความช่วยเหลือจากนักสังคมสงเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องการเงิน ประกันสุขภาพ และค่าอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมทั้งความช่วยเหลือจากนักจิตวิทยา เพื่อให้ได้รับการดูแลด้านสภาพจิตใจและอารมณ์ของทั้งตัวผู้ป่วยและครอบครัว

การใช้เครื่องช่วยหายใจ

หากเกิดความผิดปกติเกี่ยวกับกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจจนทำให้ผู้ป่วยหายใจไม่สะดวก แพทย์อาจต้องให้ผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจ

ภาวะแทรกซ้อนของ ALS

ผู้ป่วย ALS อาจมีปัญหาในการพูดอาจ ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ จนอาจต้องอาศัยเทคโนโลยีอื่น ๆ เพื่อช่วยในการสื่อสาร รวมทั้งการเคี้ยวอาหารและการกลืนที่ยากลำบากก็อาจทำให้ผู้ป่วยสำลักอาหาร และอาจทำให้เกิดภาวะทุพโภชนาการได้

นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจสมองเสื่อมจากการได้รับผลกระทบด้านความคิด ความจำ และการตัดสินใจ จนทำให้อาจมีบุคลิกภาพที่เปลี่ยนไปหรือไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ยิ่งไปกว่านั้น โรค ALS อาจส่งผลต่อกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจ ทำให้ผู้ป่วยหายใจลำบาก ทั้งยังอาจทำให้ปอดบวมหรือระบบทางเดินหายใจล้มเหลวได้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคนี้ด้วย  

การป้องกัน ALS

เนื่องจากยังไม่สามารถระบุสาเหตุของการเกิดโรคนี้ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้ จึงทำให้ยังไม่มีวิธีป้องกันการเกิดโรคที่แน่นอน แต่อาจลดความเสี่ยงของโรคได้ โดยปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

  • ดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอด้วยการออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่เหมาะสม
  • ไม่สูบบุหรี่ และไม่ดื่มแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารโลหะหรือสารเคมีอันตราย หากต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสสิ่งเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีลดความเสี่ยง
  • หากพบว่าคนในครอบครัวมีอาการที่เป็นสัญญาณบ่งบอกโรคนี้ ให้รีบไปปรึกษาแพทย์ทันที

สำหรับผู้ป่วย ALS เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ควรไปปรึกษานักประสาทวิทยา นักกายภาพบำบัด นักโภชนาการ นักกิจกรรมบำบัด นักสังคมสงเคราะห์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต