GBS (กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร)

ความหมาย GBS (กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร)

GBS หรือกลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร (Guillan Barre Syndrome) จัดอยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันแปรปรวนที่พบได้ค่อนข้างยาก เกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติและผลิตสารภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดี ออกมาทำลายเซลล์ประสาทของระบบประสาทรอบนอกจนอักเสบและสูญเสียการทำงาน ส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกอ่อนแรง มึนงง เกิดเหน็บชาตามร่างกายในระยะแรก และอาการอาจรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นอัมพาตในที่สุด

GBS

ในปัจจุบันทางการแพทย์แบ่งกลุ่มอาการ GBS ออกเป็นหลายชนิด โดยชนิดหลัก ๆ ที่มักพบมีดังนี้

  • Acute Inflammatory Demyelinating Polyradiculoneuropathy: AIDP เป็นชนิดที่พบได้มากที่สุด อาการทั่วไปคือกล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเริ่มจากอวัยวะส่วนล่างของร่างกายอย่างเท้าและขา แล้วค่อย ๆ ลุกลามขึ้นไปยังอวัยวะส่วนบน เช่น แขน ใบหน้า เป็นต้น
  • กลุ่มอาการมิลเลอร์ ฟิเชอร์ (Miller Fisher Syndrome: MFS) กลุ่มอาการ GBS ชนิดนี้พบบ่อยในชาวเอเชีย ผู้ป่วยจะเกิดอัมพาตบริเวณดวงตาเป็นอันดับแรก
  • Acute Motor-Sensory Axonal Neuropathy: AMSAN  และ Acute Motor Axonal Neuropathy: AMAN เป็นชนิดที่มักพบในคนจีน ญี่ปุ่น และเม็กซิกันเป็นหลัก

อาการของ GBS

กลุ่มอาการ GBS ในระยะแรกมักเริ่มจากมีอาการเหน็บชา ตามส่วนล่างของร่างกาย เช่น หัวแม่เท้า เท้า และขา แล้วค่อย ๆ ลุกลามไปยังแขนและนิ้วมือ จากนั้นจึงเริ่มมีอาการอื่น ๆ ที่อาจสังเกตได้ ดังนี้

  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยมักเกิดขึ้นกับอวัยวะส่วนล่างของร่างกาย เช่น บริเวณเท้าหรือขา แล้วลุกลามขึ้นไปยังส่วนบนของร่างกาย
  • เคลื่อนไหวกล้ามเนื้อใบหน้าและดวงตาได้ลำบาก ส่งผลให้พูด เคี้ยว และกลืนอาหารลำบากไปด้วย
  • เดินลำบาก ท่าเดินไม่มั่นคง มีอาการเซ หรือเดินขึ้นบันไดไม่ได้
  • มีอาการปวดตามร่างกายอย่างรุนแรง อาจรู้สึกเจ็บคล้ายเป็นตะคริว และอาจปวดมากขึ้นในช่วงกลางคืน
  • ปวดหลังช่วงล่างอย่างรุนแรง
  • กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่
  • หัวใจเต้นเร็ว
  • ความดันโลหิตสูงหรือต่ำกว่าปกติ
  • หายใจลำบาก
  • อัมพาต มักเกิดขึ้นกับร่างกายทั้งซีกซ้ายและซีกขวา

หลังจากเริ่มแสดงอาการในระยะต้น เช่น เหน็บชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการของผู้ป่วยจะทรุดลงใน 2-4 สัปดาห์ และเข้าสู่ระยะฟื้นตัวเมื่อถึงช่วงสงบของโรคใน 2-4 สัปดาห์ต่อมา ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการแย่ลงมากภายในเวลาเพียง 2-3 ชั่วโมงได้เช่นกัน

สาเหตุของ GBS

เมื่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายหันมาทำลายเซลล์ประสาทของระบบประสาทรอบนอก ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางคอยแปลงสัญญาณจากสมองเพื่อส่งไปยังกล้ามเนื้อให้เคลื่อนไหวตามคำสั่ง เซลล์ประสาทจะเกิดการอักเสบและสูญเสียการทำงาน ส่งผลให้กล้ามเนื้อรับสัญญาณที่สมองส่งมาไม่ได้และมีอาการของ GBS ดังข้างต้น

ทั้งนี้ กลุ่มอาการ GBS เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่ผู้ป่วยส่วนมากอยู่ในวัยผู้ใหญ่ และเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยในปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัดของกลุ่มอาการนี้ แต่เชื่อว่าอาจมีปัจจัยเสี่ยงบางอย่างที่กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานผิดปกติ ได้แก่

  • การติดเชื้อ โดยเฉพาะเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์เจจูไน (Campylobacter Jejuni) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียและเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่อาจก่อให้เกิดกลุ่มอาการ GBS ตามมา รวมถึงการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารจากเชื้อโรคอื่น ๆ การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โรคติดเชื้อเอชไอวี (HIV) โรคติดเชื้อไซโตเมกะโลไวรัส (Cytomegalovirus) โรคติดเชื้อไวรัสเอ็บสไตบาร์ (Epstein-Barr Virus) โรคปอดอักเสบจากไมโคพลาสม่า (Mycoplasma Pneumonia) เป็นต้น
  • วัคซีน เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่อาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ แต่มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก

การวินิจฉัย GBS

โดยปกติผู้ป่วย GBS มักแสดงอาการคล้ายคลึงกับผู้ที่มีระบบประสาทเสียหายจากสาเหตุอื่น เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือภาวะพิษจากโลหะหนัก ทำให้การวินิจฉัยอาการในขั้นแรกนั้นทำได้ค่อนข้างยาก แพทย์จึงต้องสอบถามอาการและประวัติทางการแพทย์ของผู้ป่วยเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้โรค ร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการวินิจฉัย ดังนี้

  • การเจาะน้ำไขสันหลัง (Spinal Tap หรือ Lmbar Puncture) คือการเจาะไขสันหลังช่วงล่างเพื่อนำของเหลวที่เรียกว่าน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังมาตรวจวัดระดับโปรตีน เนื่องจากผู้ป่วย GBS มักมีระดับโปรตีนในของเหลวชนิดนี้สูงกว่าปกติ
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (Electromyography: EMG) คือการตรวจวัดสัญญาณไฟฟ้าจากกล้ามเนื้อ เพื่อวินิจฉัยว่าอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้นมีสาเหตุมาจากความเสียหายของระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อกันแน่
  • การตรวจการชักนำประสาท (Nerve Conduction Tests) คือการใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเล็กทดสอบการตอบสนองของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ

การรักษา GBS

กลุ่มอาการ GBS ไม่มียาหรือวิธีรักษาเฉพาะ แต่ร่างกายคนเราสามารถเยียวยาตนเองให้หายได้ เพียงแต่ต้องใช้ระยะเวลา แนวทางการรักษาจึงทำโดยประคับประคองอาการไม่ให้แย่ลง เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ดังนี้

  • การแลกเปลี่ยนพลาสม่า (Plasmapheresis) มีจุดประสงค์เพื่อกำจัดแอนติบอดีผิดปกติในพลาสม่าที่เข้าทำลายเซลล์ประสาท โดยจะถ่ายเลือดออกจากร่างกายผู้ป่วยแล้วใช้เครื่องมือพิเศษแยกแอนติบอดีที่ผิดปกติออกจากเลือด จากนั้นจึงนำเลือดที่ปราศจากแอนติบอดีดังกล่าวกลับคืนสู่ร่างกาย
  • การบำบัดรักษาด้วยอิมมูโนโกลบูลิน (Immunoglobulin Therapy) คือการรักษาด้วยการให้อิมมูโนโกลบูลิน ซึ่งนอกจากจะมีแอนติบอดีที่ดีต่อร่างกายเป็นองค์ประกอบแล้ว ยังมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการทำงานของแอนติบอดีที่ผิดปกติอีกด้วย อย่างไรก็ตาม วิธีรักษาด้วยการแลกเปลี่ยนพลาสม่าหรือการบำบัดด้วยอิมมูโนโกลบูลินนั้นมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน ซึ่งจะเลือกใช้วิธีใดก็ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์และความพอใจของผู้ป่วยเป็นหลัก
  • วิธีการรักษาอื่น ๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จำเป็นต้องได้รับการทำกายภาพบำบัดในช่วงก่อนและระหว่างที่รอฟื้นตัว เพื่อสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ รวมทั้งอาจได้รับยาบรรเทาอาการปวดและป้องกันเกล็ดเลือดจับตัวเป็นลิ่มในระหว่างที่ผู้ป่วยเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้

ภาวะแทรกซ้อนของ GBS

เส้นประสาทนั้นกระจายอยู่ทั่วทั้งร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวและการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ  ร่างกายทุกส่วนของผู้ป่วยกลุ่มอาการ GBS จึงมีโอกาสได้รับผลกระทบจากการอักเสบของเส้นประสาท ส่งผลให้ผู้ป่วยอาจเผชิญภาวะแทรกซ้อน ดังนี้

  • หัวใจเต้นเร็วและความดันเลือดผิดปกติ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย
  • รู้สึกอ่อนเพลีย มึนงง และชาตามร่างกาย อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยบางราย แม้จะฟื้นตัวจากโรคแล้วก็ตาม
  • อั้นปัสสาวะและอุจจาระไม่ได้ เนื่องจากผู้ป่วยไม่อาจควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อในระบบขับถ่าย
  • หายใจลำบาก เนื่องจากเส้นประสาทบริเวณช่องอกและกระบังลมอักเสบ ซึ่งหากมีอาการรุนแรงอาจส่งผลถึงชีวิตได้ ทำให้บางรายอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเพื่อช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น
  • อาการปวดอย่างรุนแรงตามเส้นประสาท มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคนี้กว่าครึ่ง ซึ่งบรรเทาอาการได้ด้วยการใช้ยา
  • เกล็ดเลือดจับตัวเป็นลิ่ม โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เคลื่อนไหวไม่ได้ แพทย์จะแนะนำให้ใช้ยาละลายลิ่มเลือดและสวมถุงน่องสำหรับรักษาเส้นเลือดขอด เพื่อช่วยลดการสะสมของลิ่มเลือด
  • แผลกดทับ ผู้ป่วยที่เคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้นั้นเสี่ยงเกิดแผลกดทับตามมา ผู้ดูแลควรหมั่นพลิกตัวให้ผู้ป่วยเป็นประจำ
  • อาการป่วยกำเริบ ผู้ที่หายจากอาการป่วยแล้วอาจกลับมาป่วยซ้ำอีกได้ แต่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก

การป้องกัน GBS

กลุ่มอาการ GBS ไม่อาจป้องกันได้ เนื่องจากทางการแพทย์ยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าการหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ เช่น การรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและมีสุขอนามัยที่ดี อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อชนิดต่าง ๆ ที่นำไปสู่การเกิด GBS ได้