ถามแพทย์

  • คันอวัยวะเพศ จะกินเพนิซิลินได้ไหม ทานยาคุมกำเนิดอยู่ จะมีผลต่อยาไหม มีเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้าย 1 ปีก่อน

  •  Chonthida Khinsanthia
    สมาชิก
    กินยาคุมเเอนนามาประมาณ2ปีได้เเล้วค่ะ เเล้วมีอาการคันๆที่น้องสาวเพื่อนเลยเเนะนำให้กินเพนมิซิลิน เเต่ไปหาข้อมูลมาว่ายาเพนมิซิลินจะลดประสิทธิภาพยาคุมกำเนิดเเบบเม็ด เลยอยากทราบว่าถ้ากินยาพร้อมกันหรืออาจจะเลื่อนเวลาไปสักนิด(จะกินยาคุมตอนกลางคืน)เเล้วมากินเพนมิซิลินตอนเช้าได้มั้ยคะ เคยหลั่งในหลายรอบมากเเต่หลั่งครั้งล่าสุดกับเเฟนเก่าเมื่อประมาณ1ปีก่อน จะสามารถท้องได้มั้ยคะ อยากกินยาคุมเเบบเม็ดต่อไปค่ะ เเต่ก็อยากกินยาเพนมิซิลินเพราะมีอาการคันเเต่ไม่มากค่ะ พอจะมีวิธีเเนะนำบ้างมั้ยคะ หรือมียาทาหรือกินเเก้คันมาเเนะนำมั้ยคะ ขอโทษที่ถามยาวเเละซับซ้อนค่ะ เเต่กังวลจริงๆค่ะ

    สวัสดีค่ะ คุณ Chonthida Khinsanthia,

                       การทานยาในกลุ่มเพนิซิลิน ร่วมกับยาคุมกำเนิด การศึกษาส่วนใหญ่พบว่า ไม่มีผลกับระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในกระแสเลือดหรือมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้น จึงไม่มีผลไปลดประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดลงอย่างมีนัยสำคัญค่ะ

                        สำหรับอาการคันอวัยวะเพศ นั้น สาเหตุ ได้แก่ 

                        1. การติดเชื้อรา 

                        2. การแพ้สัมผัส เช่น อาจแพ้ผงซักฟอก  หรือน้ำยาที่ใช้ซักกางเกงใน แพ้น้ำยาปรับผ้านุ่ม แพ้ผ้าอนามัย แพ้แป้งที่นำมาทาบริเวณอวัยวะเพศภายนอก เป็นต้น

                         3. การเปียกชื้นบริเวณอวัยวะเพศ 

                         4 . มีโรคหูดบริเวณอวัยวะเพศ แต่จะเห็นมีติ่งหรือตุ่มเนื้อเกิดขึ้นมา

                         ดังนั้น ยาเพนิซิลิน ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อแบคทีเรีย จึงไม่สามารถนำมารักษาอาการคันได้ จึงไม่ควรทานไป เพราะจะทำให้ได้รับผลข้างเคียงไปโดยไม่จำเป็นค่ะ 

                        เพื่อลดอาการคัน  ในเบื้องต้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดการแพ้และระคายเคือง ไม่ควรทาแป้ง โลชั่น หรือใส่น้ำหอมใกล้อวัยวะเพศ พยายามอย่าให้อวัยวะเพศเปียกชื้น โดยเช็ดให้แห้งทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ ใส่กางเกงชั้นในที่ระบายอากาศได้ดี พยายามหลีกเลี่ยงการเกา เพราะอาจทำให้ติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ หากคันมาก อาจทานยาแก้แพ้แก้คัน เช่น ไฮดรอกไซซีน (hydroxyzine) , chlorpheniramine (CPM) เป็นต้น แต่หากอาการคันไม่หายไป ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อรักษาตามสาเหตุค่ะ

                             สำหรับยาคุมกำเนิด หากไม่ได้มีเพศสัมพันธ์มา 1 ปีแล้ว ก็ไม่ควรทานต่อไป เพราะทำให้ร่ายกายได้รับฮอร์โมนสังเคราะห์ไปโดยไม่จำเป็น อีกทั้งยังมีบางการศึกษา พบว่าหากทานต่อเนื่องนานหลายปี อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมได้ค่ะ