ข้ามไปที่เนื้อหา
Pobpad
ยา A-Z

ไทกีไซคลีน (Tigecycline)

อัปเดตล่าสุด 7 เม.ย. 2565

Tigecycline (ไทกีไซคลีน) เป็นยารักษาอาการติดเชื้อจากแบคทีเรียอย่างรุนแรงในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะชนิดอื่น เช่น การติดเชื้อที่ผิวหนัง การติดเชื้อในช่องท้อง หรือการติดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบจากชุมชน (Community-Acquired Pneumonia) โดยตัวยาจะยับยั้งการเจริญเติบโตและกำจัดแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคดังกล่าว 

ไทกีไซคลีน (Tigecycline)

เกี่ยวกับยา Tigecycline

กลุ่มยา ยาปฏิชีวนะกลุ่มไกลซิลไซคลีน (Glycylcyclines)
ประเภทยา ยาตามใบสั่งแพทย์
สรรพคุณ รักษาการติดเชื้อจากแบคทีเรียบางชนิดที่มีอาการรุนแรง
กลุ่มผู้ป่วย ผู้ใหญ่ 
รูปแบบของยา ยาฉีด
การใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์และผู้ให้นมบุตร Category D จากการศึกษาในมนุษย์ พบความเสี่ยงทำให้เกิดความผิดปกติต่อทารกในครรภ์ จะใช้ก็ต่อเมื่อพิจารณาแล้วว่าก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมารดาและยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดต่อทารกในครรภ์ โดยมากมักใช้ในกรณีที่จำเป็นในการช่วยชีวิตหรือใช้รักษาโรคร้ายแรงของมารดา ซึ่งไม่สามารถใช้ยาอื่น ๆ ทดแทนได้ และไม่ควรให้นมบุตรในระหว่างการใช้ยา เพราะตัวยาอาจปนเปื้อนไปกับน้ำนมได้

คำเตือนในการใช้ยา Tigecycline

ข้อควรทราบเพื่อความปลอดภัยก่อนการใช้ยา Tigecycline มีดังนี้

  • แจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้ยาหากมีประวัติแพ้ยา Tigecycline แพ้ยาชนิดอื่นที่คล้ายกัน หรือแพ้สารใด ๆ เพราะอาจเป็นส่วนประกอบของยาชนิดนี้ 
  • แจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับยา วิตามิน หรือสมุนไพรทุกชนิดที่ผู้ป่วยกำลังใช้อยู่ เพื่อป้องกันอันตรายจากการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา
  • หากป่วยเป็นโรคตับหรือมีโรคประจำตัวอื่น ๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้ยา
  • ก่อนรับการรักษาหรือการผ่าตัดใด ๆ ต้องแจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบว่ากำลังใช้ยา Tigecycline 
  • ไม่ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนในระหว่างการใช้ยานี้ เนื่องจากยา Tigecycline อาจทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนเชื้อเป็นลดลงได้ 
  • ห้ามใช้ยา Tigecycline ในผู้ที่อายุต่ำกว่า 8 ปี เพราะอาจส่งผลให้ฟันเป็นสีเหลืองหรือคล้ำถาวร
  • ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีการคุมกำเนิดที่เหมาะสม เนื่องจากยา Tigecycline อาจทำให้ประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดลดลง 
  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือวางแผนจะมีบุตร ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้ยา Tigecycline และหากตั้งครรภ์ระหว่างใช้ยา ควรแจ้งให้แพทย์ทราบโดยเร็วที่สุด เพราะยาอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์
  • ปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร เพราะผู้ป่วยอาจต้องงดการให้นมบุตรระหว่างการใช้ยาและภายใน 9 วันหลังใช้ยาครั้งสุดท้าย เนื่องจากยังไม่สามารถระบุได้ว่าตัวยาจะปนเปื้อนไปกับน้ำนมหรือไม่
  • ยา Tigecycline อาจทำให้ผิวไวต่อแสงและผิวไหม้จากแสงแดดได้ง่าย จึงควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดหรือแสงยูวีเป็นเวลานานในระหว่างใช้ยานี้ หากจำเป็นต้องอยู่กลางแจ้งควรทาครีมกันแดด สวมแว่นกันแดดหรือปกป้องผิวด้วยวิธีอื่น รวมทั้งควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากผิวเกิดรอยแดง แผลพุพองหรือผิวไหม้แดด
  • การใช้ยา Tigecycline อาจทำให้รู้สึกเวียนศีรษะ จึงควรหลีกเลี่ยงการขับรถ การทำกิจกรรมที่ต้องตื่นตัวหรือการใช้เครื่องจักร รวมทั้งควรจำกัดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้รู้สึกมึนศีรษะมากขึ้น

ปริมาณการใช้ยา Tigecycline

ปริมาณและระยะเวลาในการใช้ยา Tigecycline ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา โดยมีตัวอย่างการใช้ยาดังนี้

โรคปอดอักเสบจากชุมชน 

ตัวอย่างการใช้ยา Tigecycline เพื่อรักษาโรคปอดอักเสบจากชุมชน

  • ผู้ใหญ่ ให้ยาทางหลอดเลือดดำ ปริมาณ 100 มิลลิกรัม/ครั้ง ในระยะเวลา 30–60 นาที จากนั้นปรับปริมาณยาเป็น 50 มิลลิกรัมทุก ๆ 12 ชั่วโมง เป็นเวลา 7–14 วัน

การติดเชื้อบริเวณผิวหนังหรือช่องท้อง

ตัวอย่างการใช้ยา Tigecycline เพื่อรักษาภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อบริเวณผิวหนังหรือการติดเชื้อในช่องท้อง

  • ผู้ใหญ่ ให้ยาทางหลอดเลือดดำ ปริมาณ 100 มิลลิกรัม/ครั้ง ในระยะเวลา 30–60 นาที จากนั้นปรับปริมาณยาเป็น 50 มิลลิกรัมทุก ๆ 12 ชั่วโมง เป็นเวลา 5–14 วัน

การใช้ยา Tigecycline 

ยา Tigecycline เป็นยาที่ต้องฉีดโดยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในสถานพยาบาลเท่านั้น และผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอแม้จะมีอาการดีขึ้น เนื่องจากการหยุดยาก่อนระยะเวลาที่แพทย์กำหนดอาจทำให้ติดเชื้อซ้ำได้ หากอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงควรแจ้งให้แพทย์ทราบเช่นกัน

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Tigecycline

ยา Tigecycline อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ไอ เสียงแหบ ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ปวดท้อง คลื่นไส้ และอาเจียน ซึ่งผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากพบความผิดปกติเหล่านี้ 

อย่างไรก็ตาม ควรหยุดใช้ยาแล้วแจ้งให้แพทย์ทราบโดยเร็วที่สุดหากพบผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น

  • มีอาการแพ้ยาหรืออาการแพ้ทางผิวหนังอย่างรุนแรง เช่น หายใจลำบาก มีอาการบวมบริเวณลิ้น ริมฝีปาก หน้าหรือคอ 
  • ความดันภายในศีรษะเพิ่มขึ้น โดยผู้ป่วยอาจรู้สึกเวียนศีรษะ ปวดหลังดวงตา ปวดศีรษะอย่างรุนแรง มีเสียงในหู
  • หนาวสั่นหรือมีไข้ 
  • ไอหรือมีเสียงแหบ
  • รู้สึกอุ่น แสบหรือเจ็บที่นิ้วมือ ขาและนิ้วเท้า
  • การมองเห็นหรือการได้ยินผิดปกติ
  • การทำงานของตับมีปัญหา ทำให้รู้สึกคัน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร มีภาวะดีซ่าน ปวดท้องช่วงบน หรืออุจจาระเป็นสีเข้ม
  • หัวใจเต้นเร็ว รู้สึกปวดหลังช่วงล่างหรือปวดท้องอย่างรุนแรง หรือคลื่นไส้อาเจียน เนื่องจากตับอ่อนทำงานผิดปกติ
  • ท้องเสีย ปัสสาวะน้อยลง หรือรู้สึกเจ็บเมื่อปัสสาวะ

ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับ :

หัวข้อสนทนาที่เกี่ยวข้อง

เป็นต่อมน้ำเหลืองอักเสบ กินยาฆ่าเชื้อแบบแคปซูลไม่ได้ จึงไปซื้อยาอีกตัวมาทานแทน ยานี้รักษาต่อมน้ำเหลืองอักเสบได้ไหม

โดย minny244

สวัสดีค่ะ คือเป็นต่อมน้ำเหลืองอักเสบ แล้วทางโรงพยาบาลให้ยา amoxicillin มาทาน แต่หนูทานแคปซูลไม่ได้ เลยไปซื้อยาตัวเดียวกันแต่เป็นเม็ดที่ร้านยา เภสัชให้ Norfloxacin มาค่ะ…

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 4 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

มีอาการปวดฟัน ไปซื้อยาแก้ปวดและยาปฏิชีวนะที่ร้านขายยา จำเป็นต้องทานจนหมดไหม

โดย Thitaree

คือมีอาการปวดฟันค่ะ น่าจะเป็นเพราะฝันที่ผุ เเล้วเพราะช่วงนี้มีCovidระบาดเลยยังไปพบทันตเเพทย์ไม่ได้ จึงไปซื้อยากับทางเภสัชกรที่ร้านขายยา…

  • 2 ตอบ
  • มากกว่า 6 ปี

กินยาฆ่าเชื้อไป 4 เม็ด จากนั้นไม่ได้กินยาฆ่าเชื้อมา2-3วัน ต้องทานต่อให้หมดไหม

โดย Kanokpron Pansaen

หมอจัดยาฆ่าเชื้อ MeiACT 200 mg ให้ 10 เม็ดค่ะ ทานไปได้ 4 เม็ด และหยุดไป2-3วัน เพราะได้รับคีโม ต้องทานยาต่อให้หมดไหมคะ? หรือไม่ต้องทานต่อแล้ว?

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 7 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

เพิ่มเติม