อันตรายจากไข่ดิบ ความอร่อยที่ควรระวัง

แม้ไข่ดิบจะมีรสชาติละมุนลิ้น น่าลิ้มลอง แต่ความอร่อยนั้นอาจแฝงมากับอันตรายจากไข่ดิบโดยที่เราไม่รู้ตัว เช่น เสี่ยงติดเชื้อแบคทีเรีย หรือสูญเสียวิตามินบางชนิดในร่างกายไป โดยเฉพาะหากเลือกรับประทานไข่ดิบที่ไม่ผ่านมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัย

แม้ไข่ดิบ โดยเฉพาะไข่แดงดิบ จะเป็นแหล่งพลังงานและอุดมไปด้วยสารอาหารอย่างโปรตีน ไขมันชนิดดี วิตามิน แร่ธาตุ รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนปกป้องดวงตา สมอง และหัวใจ เช่นเดียวกับไข่ปรุงสุก แต่การรับประทานไข่ดิบอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ โดยทั่วไปจึงไม่แนะนำให้รับประทานไข่ดิบ หากต้องการหรือจำเป็นต้องรับประทาน ควรเลือกไข่ดิบที่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์ (Pasteurization) เท่านั้น 

อันตรายจากไข่ดิบ ความอร่อยที่ควรระวัง

อันตรายจากการรับประทานไข่ดิบ

การรับประทานไข่ดิบอาจทำให้เสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพต่อไปนี้

การติดเชื้อแบคทีเรียซาลโมเนลลา (Salmonella)

ซาลโมเนลลาเป็นแบคทีเรียที่พบได้ในไข่ดิบ พบได้ในระหว่างกระบวนการผลิตไข่ในตัวแม่ไก่ หรืออาจซึมผ่านเปลือกไข่เข้าไปปะปนกับไข่ดิบที่อยู่ภายใน โดยเฉพาะในระหว่างที่เราสัมผัสไข่หรือเตรียมอาหารที่มีไข่เป็นส่วนประกอบ 

การติดเชื้อซาลโมเนลลาอาจส่งผลให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษภายใน 6 ชั่วโมงไปจนถึง 6 วันหลังรับประทานไข่ดิบที่ปนเปื้อนเชื้อโรค ทำให้เกิดอาการท้องเสีย ปวดเกร็งท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีไข้ โดยอาการมักคงอยู่นาน 4–7 วัน บางรายอาจมีอาการรุนแรง เรื้อรัง หรือเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะเพิ่มเติมตามที่แพทย์แนะนำหรือเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ผู้บริโภคที่ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานไข่ดิบเป็นพิเศษคือ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ผู้สูงอายุวัย 65 ปีขึ้นไป สตรีมีครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องจากปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เช่น ติดเชื้อเอชไอวี โรคเบาหวาน โรคไต หรือโรคมะเร็ง เพราะอาจเสี่ยงติดเชื้อซาลโมเนลลาในระดับรุนแรงสูงกว่าคนสุขภาพดี

ทั้งนี้ การติดเชื้อซาลโมเนลลาจากในไข่ดิบอาจพบได้ไม่บ่อยนัก โดยใน 20,000 คนที่รับประทานไข่ดิบ อาจพบเพียง 1 คนที่ติดเชื้อซาลโมเนลลา หากเป็นไปได้ควรเลือกรับประทานไข่ดิบที่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์ หรือเลือกรับประทานไข่สุกแทน

ร่างกายขาดไบโอติน (Biotin)

ไบโอตินหรือวิตามินบี 7 (Vitamin B7) นั้นมีบทบาทต่อสุขภาพเส้นผม ผิวหนัง และเล็บ ทั้งยังมีส่วนช่วยในการมองเห็น การทำงานของระบบประสาท และการเผาผลาญพลังงาน 

หากขาดไบโอตินไปหรือไบโอตินในร่างกายมีปริมาณน้อยลงอาจกระทบต่อกระบวนการทำงานเหล่านี้ หรือเกิดปัญหาผมบาง เล็บเปราะหรือหลุดลอก ผื่นขึ้นบริเวณผิวหนังรอบดวงตา จมูก หรือปาก หรือเกิดความผิดปกติด้านการมองเห็นตามมา

การรับประทานไข่ดิบก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่อาจส่งผลให้ร่างกายมีปริมาณไบโอตินลดลง เนื่องจากไข่ขาวดิบมีโปรตีนที่เรียกว่า อะวิดีน (Avidin) ซึ่งจะเข้าไปจับกับไบโอตินในลำไส้ ทำให้ไบโอตินไม่ถูกดูดซึมและนำไปใช้ในกระบวนการต่าง ๆ ตามปกติ หากผู้บริโภครับประทานไข่ดิบในปริมาณมาก อาจเสี่ยงต่อภาวะขาดไบโอตินได้

แต่เนื่องจากโปรตีนอะวิดีนถูกทำลายได้ด้วยความร้อน ผู้บริโภคที่รับประทานไข่ปรุงสุกจึงไม่ประสบปัญหาขาดไบโอตินหรือมีปริมาณไบโอตินในร่างกายลดลง

เลือกรับประทานไข่ดิบอย่างไรให้ปลอดภัย

ไข่ดิบนั้นไม่ใช่ว่าจะรับประทานไม่ได้เลย เพียงแต่จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องความสะอาดและปลอดภัยในขั้นตอนการเลือกซื้อ การเก็บรักษา และการเตรียมอาหารเป็นอย่างดี เพื่อลดความเสี่ยงของการปนเปื้อนเชื้อซาลโมเนลลาในไข่ดิบให้ได้มากที่สุด เช่น 

  • เลือกซื้อเฉพาะไข่ดิบที่ผ่านกระบวนการพาสเจอร์ไรส์หรือฆ่าเชื้อโรคมาแล้วเท่านั้น โดยผู้บริโภคสามารถสังเกตจากบรรจุภัณฑ์ของไข่ ซึ่งมักระบุไว้อย่างชัดเจนว่าผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้ว หรือปราศจากเชื้อซาลโมเนลลา 
  • เลือกซื้อไข่ที่จัดวางไว้ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิต่ำหรือได้รับการควบคุมความเย็นอย่างสม่ำเสมอในตู้แช่หรือตู้เย็น
  • ล้างทำความสะอาดไข่ด้วยน้ำอุ่นและสบู่ จากนั้นเก็บรักษาไข่ไว้ในตู้เย็นด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่ควรวางไข่ไว้ที่อุณหภูมิห้อง เพราะอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว 
  • ไม่ควรซื้อหรือนำไข่ที่หมดอายุแล้ว ไข่ที่มีรอยแตกร้าวหรือสกปรกมารับประทาน 
  • หมั่นล้างมือและอุปกรณ์ครัวทุกชนิดให้สะอาดขณะเตรียมอาหารหรือปรุงอาหารที่มีไข่ดิบเป็นส่วนประกอบ โดยเฉพาะเมื่อต้องจับไข่ดิบด้วยมือเปล่า เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียจากอาหารหรืออุปกรณ์ครัวไปยังไข่ดิบ

อย่างไรก็ตาม วิธีลดความเสี่ยงของอันตรายจากไข่ดิบที่ดีที่สุดคือการไม่รับประทานไข่ดิบ และหันไปรับประทานไข่ปรุงสุกแทน แต่สำหรับผู้บริโภคที่ยังตัดใจเลิกรับประทานไข่ดิบไม่ได้ก็ควรระมัดระวังในการเลือกซื้อและการประกอบอาหารจากไข่ดิบอยู่เสมอ

หากพบอาการผิดปกติใด ๆ หลังจากรับประทานอาหารที่มีไข่ดิบเป็นส่วนประกอบ โดยเฉพาะอาการท้องเสียนานกว่า 3 วัน ท้องเสียร่วมกับมีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส อุจจาระปนเลือด อาเจียนติดต่อกัน หรือมีสัญญาณของภาวะขาดน้ำอย่างปัสสาวะน้อย ปากหรือคอแห้ง ลุกขึ้นยืนแล้วเวียนศีรษะ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยเร็ว