ข้ามไปที่เนื้อหา
Pobpad
สุขภาพ

ยาหมดอายุกับข้อควรรู้เพื่อความปลอดภัย

อัปเดตล่าสุด 2 ส.ค. 2564

รู้หรือไหมว่ายาทุกชนิดมีวันหมดอายุ ซึ่งวันหมดอายุนั้นจะมีการระบุไว้บนฉลากบรรจุภัณฑ์และอาจมีสัญลักษณ์ EXP ตามด้วยตัวเลขวัน เดือน ปีกำกับไว้  ผู้ป่วยจึงควรใส่ใจกับวันหมดอายุที่ระบุไว้อย่างเคร่งครัดเพื่อให้การใช้ยาเป็นไปอย่างปลอดภัย

ยาหลายชนิดอาจเสื่อมประสิทธิภาพไปตามกาลเวลา อีกทั้งยาบางชนิดอาจหมดอายุก่อนวัน เดือน ปีที่ระบุอยู่บนฉลากเนื่องจากการเก็บรักษาไม่เหมาะสม การรับประทานยาตามวันที่ระบุบนฉลากนั้นสำคัญอย่างไร และยาหมดอายุชนิดใดบ้างที่อาจเป็นอันตรายหากรับประทาน บทความนี้มีคำตอบ 

ยาหมดอายุกับข้อควรรู้เพื่อความปลอดภัย

วันหมดอายุบนฉลากหมายความว่าอย่างไร?

วัน เดือน ปีที่ระบุอยู่บนฉลากยานั้นหมายถึง วันสุดท้ายที่ผู้ผลิตรับประกันว่า ยาสามารถบรรเทาอาการหรือรักษาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและปลอดภัย ซึ่งจะระบุอยู่บนฉลากบรรจุภัณฑ์ของยาเกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่สามารถซื้อได้ตามร้านขายทั่วไปโดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ (Over-The-Counter: OTC) และรวมไปถึงผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรืออาหารเสริมด้วยเช่นกัน 

อย่างไรก็ตามผู้ผลิตไม่สามารถให้การรับรองได้ว่ายาที่หมดอายุจะมีประสิทธิภาพในการรักษาคงเดิมเนื่องจากเหตุผลทางกฎหมายและความรับผิดชอบ อีกทั้งหลังการเปิดใช้ยาจากบรรจุภัณฑ์เป็นครั้งแรก ก็ไม่สามารถรับรองได้แม่นยำว่ายาจะหมดอายุตามวัน เดือน ปีที่ระบุไว้บนฉลากหรือไม่

ยาหมดอายุปลอดภัยจริงหรือ ?

โดยส่วนมากแล้ว ยาหมดอายุจะมีประสิทธิภาพในการรักษาลดลงและเกิดความเสี่ยงในการใช้ยา เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเคมี ตัวยามีความเข้มข้นน้อยลง อาจมีแบคทีเรียเจริญเติบโตในยาหมดอายุบางชนิด และยาปฏิชีวนะบางชนิดอาจไม่มีประสิทธิภาพมากพอในการรักษาอาการติดเชื้อ ซึ่งอาจทำให้อาการเจ็บป่วยมีความรุนแรงมากขึ้นหรือเกิดการดื้อยาปฏิชีวนะได้ ดังนั้นจึงห้ามรับประทานหากพบว่า ยาหมดอายุหรือมีลักษณะที่เปลี่ยนไปเนื่องจากการจัดเก็บที่ไม่เหมาะสม 

ตัวอย่างของยาที่เป็นอันตรายหากรับประทานหลังวันหมดอายุ ได้แก่ อินซูลิน วีคซีน ยาปฏิชีวนะในกลุ่มเตตราไซคลิน (Tetracycline) รวมไปถึงยาไนโตรกลีเซอรินชนิดรับประทาน (Oral Nitroglycerin: NTG) ที่ประสิทธิภาพของยาจะลดลงอย่างรวดเร็วทันทีที่เปิดขวด ทั้งนี้หากพบว่ายาเปลี่ยนจากลักษณะเดิมกลายเป็นผง ละลาย แห้งหรือมีกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรง และหากยาฉีดมีลักษณะขุ่น เปลี่ยนสีหรือมีตะกอนที่เห็นได้ชัดเจนลอยอยู่ด้านบน ก็ไม่ควรนำมาใช้หรือรับประทานเนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายเช่นกัน 

การทิ้งยาหมดอายุอย่างถูกวิธี

หากมียาหมดอายุ ควรเก็บให้พ้นมือเด็กหรือสัตว์เลี้ยง และนำยาดังกล่าวไปคืนให้สถานบริการสุภาพที่จ่ายยาให้เรามาหรือหน่วยงานที่มีหน้าที่กำจัดสารเคมีอันตรายในครัวเรือน เพื่อให้ได้รับการกำจัดอย่างถูกวิธี ไม่ควรทิ้งลงอ่างล้างจานหรือชักโครกนอกจากจะมีคำแนะนำกำกับอยู่ และควรลบชื่อและรายละเอียดต่าง ๆ ของผู้ป่วยที่อยู่บนบรรจุภัณฑ์ก่อนนำไปทิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นทราบถึงข้อมูลการรักษา

อย่างไรก็ตามการอ่านฉลากเพื่อดูวันหมดอายุควบคู่ไปกับการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของยาทุกครั้งก่อนการใช้ยาเป็นเรื่องสำคัญ หากเกิดการเปลี่ยนแปลงของตัวยาแม้ว่าจะยังไม่ถึงวันหมดอายุ ผู้ป่วยควรนำยาไปให้เภสัชกรตรวจสอบเพื่อขอคำปรึกษาและควรหยุดการใช้ยาทันที ยิ่งไปกว่านั้นยังควรขอคำแนะนำในการจัดเก็บยาแต่ละชนิดอย่างเหมาะสม เช่น เก็บยาในที่เย็นและแห้ง หรือไม่แกะยาออกจากบรรจุภัณฑ์หากยังไม่รับประทาน 

หัวข้อสนทนาที่เกี่ยวข้อง

ปวดฟันคุดและเจ็บเหงือก เภสัชให้ยา Brustan และ Metronidazole จะมีผลต่อยาคุมกำเนิดไหม

โดย P-Parn Chadathip

ขอสอบถามหน่อยค่ะ พอดีว่าเกิดอาการปวดฟันคุดและเจ็บเหงือกบริเวณฟันซี่สุดท้าย เภสัชเลยให้ยาแก้ปวด Brustan และ ยาฆ่าเชื้อ Metronidazole 400 Mg มาค่ะ…

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 3 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

รักษารากฟัน หมอให้ยาแก้อักเสบมากินหลังอาหารเช้ากับเย็น แต่ตื่นเที่ยง จะกินหลังอาหารเที่ยงได้ไหม

โดย Sunuttha Chaphupuang

สอบถามหน่อยค่ะพอดีไปรักษารากฟันมาครั้งแรก แล้วหมอให้ยาแก้อักเสบมา ให้กินหลังอาหารเช้ากับเย็น แต่ว่าหนูทำงานตื่นเที่ยง สามารถเอายาแก้อักเสบมากินหลังอาหารเที่ยงได้ไหมคะ

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 3 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

เหงือกบวมอักเสบ ทันตแพทย์ให้รักษาอาการอักเสบ ได้ยา amoxicillin กับยาแก้ปวด แต่ยังปวดอยู่ จึงทานพาราเซตามอลไป ทำได้ไหม

โดย Mint Bgth

พอดีว่าปวดเหงือก เหงือกบวม อักเสบ บริเวณฟันคุดแล้วไปหาทันตแพทย์ แต่เนื่องจากอ้าปากได้จำกัด แพทย์จึงให้รักษาอาการอักเสบก่อน โดยให้ไปร้านขายยาแจ้งว่ายาบันเทาปวดฟัน ได้มาสองตัว 1…

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 3 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

เพิ่มเติม