ออฟฟิศซินโดรม พาลป่วยจิตเวชไม่รู้ตัว

เคยหยุดถามตัวเองไหมว่าทำไมถึงกลับบ้านมาในสภาพที่หมดแรง หอบงานกลับมาทำในวันหยุด  หรือแม้แต่ต้องตอบอีเมล์หรือคุยงานกับนายในวันลาพักร้อน หมดเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตไปกับการทำงานจนผสมปนเปไปกับชีวิตส่วนตัว

การแข่งขันที่สูงขึ้นในสังคมทำให้หลายคนทุ่มเทกับการทำงานจนหามรุ่งหามค่ำ ด้วยคติประจำใจที่ว่า งานก็คือเงิน เงินก็คืองาน บวกกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น ยิ่งทำให้ขอบเขตระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว แคบลงไปทันตาเห็น แค่มีเพียงโน้ตบุ๊คกับอินเทอร์เน็ตก็พร้อมนั่งทำงานได้สบายแทบทุกที่ทุกเวลา

ออฟฟิศซินโดรม

การทำงานมากจนเข้าขั้นเป็นออฟฟิศซินโดรม ไม่เพียงก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยทางด้านร่างกาย แต่ยังเสี่ยงต่อการป่วยทางใจได้เช่นกัน จากงานวิจัยในวารสารวิชาการ PLOS One ของมหาวิทยาลัยเบอร์เกน (Bergen University) ในประเทศนอร์เวย์ ได้ทำการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการบ้างานกับโรคทางจิตเวช พบว่า คนที่บ้างานมีอาการของโรคทางจิตเวชแสดงได้ชัดเจนกว่าคนที่ไม่บ้างาน ดังนี้

  • คนบ้างานมีโอกาสเป็นโรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder: ADHD) ประมาณ 32.7% เมื่อเทียบกับคนไม่บ้างาน 12.7%
  • คนบ้างานมีโอกาสเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorder: OCD) ประมาณ 25.6% เมื่อเทียบกับคนไม่บ้างาน 8.7%
  • คนบ้างานมีโอกาสเกิดอาการวิตกกังวล (Anxiety) ประมาณ 33.8% เมื่อเทียบกับคนไม่บ้างาน 11.9%
  • คนบ้างานมีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้า (Depression) ประมาณ 8.9% เมื่อเทียบกับคนไม่บ้างาน 2.6%
คุณเป็นคนบ้างานจนเกินปกติหรือไม่ ?

คงเป็นการยากหากจะบอกว่าใครทำงานหนักจนเข้าขั้นบ้างานมากและเสี่ยงต่อการเป็นโรคจิตเวช แต่สามารถคาดเดาได้จากลักษณะที่แสดงออกทางพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ลองสำรวจตนเองคร่าว ๆ ว่าเข้าข่ายบ้างานหรือไม่ด้วยการตอบคำถามเหล่านี้

  • วัน ๆ ทำแต่งานโดยไม่มีความสนใจในเรื่องสำคัญอื่น ๆ ในชีวิตคุณเลยหรือไม่
  • ทำงานจนไม่สนใจเรื่องสุขภาพตนเองหรือไม่
  • คนใกล้ชิดหรือคนรอบข้างบ่นว่าคุณทำงานเยอะเกินไปหรือไม่
  • ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับครอบครัวและเพื่อนแย่ลงเพราะการทำงานมากเกินไปหรือไม่
  • ทำงานหนักมากกว่าเพื่อนร่วมงานของคุณหรือไม่
  • เกิดความรู้สึกในแง่ลบเมื่องานไม่เป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่
  • นึกถึงแต่เรื่องงานและมีความกระวนกระวายหากไม่ได้ทำงานหรือไม่
หากอธิบายในแง่ของจิตวิทยา อาการบ้างานมักพบได้ในคนที่มีบุคลิกสมบูรณ์แบบ (Type 1 Perfectionist) มีมาตรฐานการทำงานสูง เป็นคนเจ้าระเบียบ ชอบแข่งขัน มีความทะเยอทะยาน ยึดมั่นในหลักเกณฑ์ เอาจริงเอาจัง จิตใจจดจ่อกับการทำงานจนเกิดการแสดงออกมาทางพฤติกรรมในลักษณะคล้าย ๆ อาการเสพติด สามารถเปรียบเปรยได้ว่ามีอาการเหมือนติดเหล้าหรือติดยา เมื่อทำงานหนักจนเกินความพอดีอาจส่งผลเสียในหลาย ๆ ด้าน ทั้งในด้านใจ ร่างกาย หรือแม้แต่ความสัมพันธ์

จัดการงานอย่างไรให้เวิร์คกับชีวิต

หากรู้ตัวว่าเป็นคนบ้างานเกินไป ควรลองปรับทัศนคติในการทำงาน การทำงานที่ดีไม่จำเป็นโหมงานหนักตลอดทั้งวัน และการเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตอาจส่งผลให้การทำงานและความสัมพันธ์ในด้านอื่นอยู่ในระดับที่สมดุลกัน

จัดลำดับความสำคัญ

การทำงานที่ฉลาดไม่จำเป็นต้องเป็นการทำงานที่หนัก ควรรู้จักบริหารเวลาที่มีจำกัดในแต่ละวัน การเรียงลำดับความสำคัญและความจำเร่งด่วนของงานที่ควรทำในวันนั้น ๆ จะช่วยลดเวลาในการทุ่มแรงไปอย่างเปล่าประโยชน์ และได้งานที่มีประสิทธิภาพ

จำกัดขอบเขตการทำงาน

การสร้างนิสัยในการทำงานอย่างเป็นระบบจะช่วยให้การทำงานไม่เบียดเวลาส่วนตัว และมีแรงกระตุ้นในการทำงานที่ดีกว่าการทำงานจุกจิกเล็กน้อย แต่ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน จากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอร์เจียพบว่าการทำงานหนักจนถึงขั้นบ้างานจะส่งผลเสียในหลายด้านมากกว่าผลดี นอกจากส่งผลกระทบต่อตนเอง ยังรวมไปถึงในด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น และองค์กร ดังนั้นเมื่อเลิกงานควรหยุดงานไว้ที่ออฟฟิศ เพราะการหอบงานกลับไปทำที่บ้านหรือนำงานติดตัวไปทำแบบไม่จำเป็นจะทำให้คุณหมดแรงและหมดกำลังกับการทำงานในวันต่อ ๆ ไป

ปล่อยให้ชีวิตมีอิสระ

การจมอยู่กับงานและติดต่อกับคนรอบข้างแค่เพียงในโลกออนไลน์คงไม่เพียงพอ ลองออกไปกระชับความสัมพันธ์กับคนอื่นในชีวิตจริงให้มากขึ้น ออกไปท่องเที่ยว ทำกิจกรรมที่ชอบในวันว่าง อาจช่วยให้คุณมีแรงบันดาลใจใหม่ ๆ และมุมมองที่หลากหลายจากการพบปะผู้คน ทำให้พร้อมรับมือกับการทำงานได้ขึ้น

การ ‘work hard’ ไม่ใช่การ ‘work smart’ เสมอไป ลองปรับมุมมองการใช้ชีวิต และลองเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง คุณอาจทำงานได้มากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งมีความสุขในการใช้ชีวิตมากขึ้นอีกด้วย