บริจาคร่างกาย การทำบุญที่ยิ่งใหญ่ในวันหมดลมหายใจ

บริจาคร่างกาย (Body Donation) เป็นการอุทิศร่างกายหลังจากเสียชีวิตด้วยความสมัครใจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ในการศึกษาวิจัยของนักศึกษาแพทย์ ร่างกายของผู้บริจาคนั้นจะถูกเรียกว่า “อาจารย์ใหญ่”

บริจาคร่างกาย

การบริจาคร่างกายนั้นสามารถทำได้ตั้งแต่ในขณะที่มีชีวิตอยู่ ซึ่งในปัจจุบันผู้บริจาคสามารถบริจาคร่างกายได้ตามสถานพยาบาลหรือภาควิชากายวิภาคศาสตร์ และคณะแพทย์ศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่มีการเปิดรับการบริจาคร่างกาย ทั้งนี้การบริจาคร่างกายจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามวัตถุประสงค์ในการนำร่างกายไปใช้โดยจะเน้นไปที่การศึกษาเป็นหลัก มีดังนี้

  • การบริจาคร่างกายเพื่อใช้ในการศึกษาของนักศึกษาแพทย์ การบริจาคประเภทนี้จะเป็นการบริจาคที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นำไปใช้ในการศึกษาของนักศึกษาแพทย์สาขาวิชาต่าง ๆ หรือนำไปจัดทำพิพิธภัณฑ์กายวิภาคศาสตร์เพื่อการศึกษาต่อไป
  • การบริจาคร่างกายเพื่อใช้ในการฝึกผ่าตัดสำหรับแพทย์เฉพาะทาง เป็นการบริจาคร่างกายเพื่อให้แพทย์เฉพาะทางฝึกความชำนาญในการผ่าตัด
  • บริจาคเพื่อให้เก็บโครงกระดูกเพื่อใช้ในการศึกษา คือการบริจาคที่มีจุดประสงค์เพื่อเพียงเก็บโครงกระดูกไว้ใช้ในการศึกษาเท่านั้น
ทั้งนี้การบริจาคร่างกายสามารถเลือกได้เพียงประเภทเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีหลายคนที่ยังคงสับสนว่าการบริจาคร่างกาย คือการบริจาคเพื่อนำอวัยวะไปปลูกถ่าย ซึ่งความจริงแล้วเป็นการบริจาคคนละแบบกัน โดยการบริจาคเพื่อนำอวัยวะไปไปปลูกถ่ายนั้นเรียกว่า “การบริจาคอวัยวะ” และอวัยวะที่สามารถบริจาคได้ ได้แก่ หัวใจ ตับ ไต ปอด ตับอ่อน กระดูก เป็นต้น

ใครสามารถบริจาคร่างกายได้บ้าง ?

การบริจาคร่างกายสามารถทำได้ทุกคน เนื่องจากไม่มีการตรวจสุขภาพ โดยผู้ที่จะบริจาคจะต้องมีอายุตั้งแต่ 17 ปี ขึ้นไป และหากอายุต่ำกว่า 20 ปี จะต้องได้รับความยินจากผู้ปกครองตามกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรจึงจะสามารถบริจาคได้

แต่ทั้งนี้ในบางกรณีญาติอาจคัดค้านการบริจาคร่างกายได้ ซึ่งถือเป็นสิทธิ์ที่พึงกระทำได้ แต่ถ้าหากผู้บริจาคมีความตั้งใจจริงในการบริจาคก็อาจทำพินัยกรรมมอบร่างกายให้แก่หน่วยงานที่บริจาคร่างกายไว้ได้

ข้อจำกัดในการบริจาคร่างกาย

แม้การบริจาคร่างกายจะสามารถทำได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่การบริจาคก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ไม่น้อย เนื่องจากร่างที่บริจาคให้เพื่อการศึกษาจะต้องมีความสมบูรณ์มากที่สุด จึงจะสามารถใช้ในการบริจาคได้ อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของหน่วยงานรับบริจาคและวัตถุประสงค์ของการบริจาคด้วย โดยหน่วยงานที่รับบริจาคสามารถปฏิเสธในการรับร่างผู้บริจาคได้ในกรณีต่อไปนี้

  • ขณะเสียชีวิตอายุเกิน 80 ปี น้ำหนักต่ำกว่า 40 กิโลกรัม
  • เสียชีวิตเกินกว่า 24 ชั่วโมงโดยไม่ได้ถูกเก็บรักษาร่างไว้ในห้องเย็นของโรงพยาบาล
  • ผู้บริจาคร่างกายเคยได้รับการผ่าตัดหรือมีร่องรอยความเสียหายที่บริเวณศีรษะและสมองก่อนเสียชีวิต
  • ผู้บริจาคร่างกายเสียชีวิตเนื่องจากโรคมะเร็งที่บริเวณศีรษะและสมอง หรือจากการติดเชื้อ รวมถึงโรคร้ายแรง เช่น เอดส์ (AIDS) ไวรัสลงตับ วัณโรค โรคไต โรคเบาหวาน หรืออุบัติเหตุ
  • ผู้บริจาคร่างกายมีคดี ที่มีความเกี่ยวข้องกับคดี หรือต้องมีการผ่าพิสูจน์
  • ร่างของผู้บริจาคผ่านกระบวนการเก็บรักษาด้วยน้ำยาแล้ว
  • ร่างของผู้บริจาคมีสภาพไม่เหมาะสม เช่น ศพเน่าเปื่อย อวัยวะขาดหายไปไม่ครบสมบูรณ์
  • ที่บริจาคเก็บศพของหน่วยงานรับบริจาคเต็ม
ขั้นตอนการบริจาคร่างกาย

ขั้นตอนในการบริจาคร่างกายของหน่วยงานที่รับบริจาคจะค่อนข้างคล้ายกัน โดยเมื่อผู้บริจาคมีความจำนงที่จะบริจาคร่างกาย จะต้องไปยังหน่วยงานที่ต้องการบริจาค และต้องเตรียมเอกสารดังต่อไปนี้

  • รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว จำนวน 2 รูป
  • สำเนาบัตรประชาชน 1 ใบ
จากนั้นเมื่อไปถึงหน่วยงานที่รับบริจาคแล้วจะได้รับเอกสารเพื่อกรอกแบบฟอร์มในการบริจาคร่างกาย ซึ่งผู้บริจาคจะต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน และต้องระบุผู้แจ้งการถึงแก่กรรมแก่หน่วยงาน หลังจากนั้นเมื่อยืนเอกสารต่าง ๆ ครบแล้ว ผู้บริจาคจะได้รับบัตรประจำตัวผู้บริจาค ผู้บริจาคควรเก็บบัตรไว้กับตัวเพื่อเป็นหลักฐานในการบริจาคร่างกาย

นอกจากนี้ในการบริจาคร่างกายผู้ป่วยในบางแห่งอาจจะต้องให้ผู้บริจาคส่งจดหมายแสดงเจตจำนงว่าจะบริจาคร่างกายให้หน่วยงานหลังเสียชีวิต เพื่อเป็นเอกสารยืนยันกับญาติว่าหลังจากที่ผู้บริจาคเสียชีวิตได้ทำการบริจาคร่างกายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การเตรียมตัวก่อนบริจาคร่างกาย

ก่อนทำการบริจาคร่างกายผู้บริจาคจะต้องเตรียมเอกสารที่ต้องใช้ให้เรียบร้อย และควรแจ้งความประสงค์แก่ญาติและจัดเตรียมผู้ที่จะกระทำการในเรื่องการมอบร่างผู้บริจาคหลังจากเสียชีวิต เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายหลังจากเสียชีวิต และไม่ทำให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ตรงกันจนอาจทำให้สภาพศพของผู้บริจาคไม่สามารถบริจาคได้ ทั้งนี้หากมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับการบริจาคร่างกาย ควรติดต่อสอบถามกับหน่วยงานที่ต้องการบริจาคร่างกายโดยตรงเพื่อข้อมูลที่ถูกต้อง

การดูแลหลังจากบริจาคร่างกาย

การแสดงความประสงค์บริจาคร่างกายจะใช้เวลาเพียงไม่นาน โดยหลังจากการบริจาคร่างกาย ผู้บริจาคควรเก็บรักษาบัตรประจำตัวผู้บริจาคไว้ให้ดี หากทำหายควรแจ้งกับหน่วยที่ทำการบริจาคเพื่อทำบัตร นอกจากนี้หากในระหว่างที่มีชีวิตอยู่มีการเปลี่ยนแปลงที่อยู่อาศัย ผู้บริจาคควรแจ้งกับหน่วยงานที่เคยบริจาคร่างกายไว้ด้วย เพื่อความสะดวกในการจัดการหลังจากเสียชีวิต

หลังจากหน่วยงานได้รับร่างกายของผู้บริจาคแล้ว ร่างกายของผู้บริจาคจะถูกเก็บไว้สำหรับการศึกษาไม่เกิน 3 ปี แต่ถ้าหากเป็นการนำไปใช้สำหรับพิพิธภัณฑ์กายวิภาค หรือเก็บโครงกระดูก แพทย์จะนำร่างของผู้บริจาคเข้าสู่กระบวนการอื่น ๆ ต่อไป

ทั้งนี้เมื่อครบระยะเวลาในการศึกษา ญาติผู้บริจาคสามารถนำร่างไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเองได้ หรือจะนำร่างของผู้บริจาคเข้าร่วมรับพระราชทานเพลิงศพก็สามารถทำได้เช่นกัน ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยจะมีการกำหนดวันพระราชทานเพลิงศพ และให้ญาติของผู้บริจาคร่างกายได้เข้าร่วม จากนั้นจะมีการจัดเก็บอัฐิผู้บริจาคไม่เกิน 5 ปี  โดยรายละเอียดในการบริจาคสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่โรงพยาบาลที่รับบริจาคร่างกาย หรือหน่วยงานที่ผู้บริจาคมีความประสงค์จะอุทิศร่างกาย