ถามแพทย์

  • หลังมีเพศสัมพันธ์ มีแสบอวัยวะเพศชายและมีน้ำใสๆ ออกมา ไปหาหมอทานยาและฉีดยา แต่ยังคงมีน้ำไหลอยู่

  •  pradch
    สมาชิก
    สวัสดีครับ ผมอยากขอคำปรึกษาจากหมอหน่อยนะครับ ผมได้มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกันเมื่อสามอาทิตย์ก่อนโดยผมจะเล่ารายละเอียดของอาการเป็นทามไลน์นะครับ 1.หลังจากมีเพศสัมพันธ์ได้หนึ่งอาทิตย์เริ่มมีอาการแสบปลายอวัยวะหลังจากปัสสาวะเสร็จ และมีน้ำใสๆไหลออกมาเป็นบางครั้ง - พอมีอาการผมได้ไปเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง โดยได้ทำการตรวจปัสสาวะ แต่ผมออกมาไม่แต่เซลล์เม็ดเลือดขาวกับแบคทีเรีย หมอจึงให้ยามา coprofloxacin 500 mg มากิน 14 เม็ด 1 สัปดาห์. 2.อาทิตย์ถัดมาหลังจากพบแพทย์ กับกินยาหมด (อาการแสบเริ่มดีขึ้น แต่น้ำใสๆยังมีบ้าง) จึงไปพบแพทย์ตามนัด แล้วได้ตรวจปัสสาวะอีกครั้งผลก็เหมือนกับอาทิตย์แรก หมอจึงให้ยามาทานอีกครั้ง คือ coprofloxacin 500 mg กับ Doxycycline 100 mg 14 เม็ด แล้วนัดดูอาการอีกอาทิตย์หนึ่ง 3.อาทิตย์ถัดมากลับไปหาหมออีกครั้ง ซึ่งทานยาหมดแล้ว (อาการแสบตอนปัสสาวะไม่มีแล้ว แต่ว่าน้ำใสๆยังมีอยู่) หมอจึงฉีดยาให้หนึ่งเข็ม กับให้ยา Doxycycline 100 mg 14 เม็ด มาทานอีกครั้ง. 4.ตอนนี้ผ่านมาได้ 1 วันน้ำใสๆยังมีอยู่. คำถามของผมคือ 1.สาเหตุของน้ำใสๆที่ผมเป็นเกิดจากอะไรครับทำไมอาการแสบตอนปัสสาวะหายแล้วแต่ว่ายังคงมีน้ำใสๆอยู่. 2.ถ้าเป็นหนองในทำไมถึงตรวจปัสสาวะแล้วไม่เจอ 3.การทานแอลกอฮอล์มีผลต่อน้ำใสๆนี่หรือไม่ ปล.ผมได้ไปตรวจเลือดเพื่อหา HIV กับ ซิฟิลิสแล้วแต่ผลปกติครับ ขอบคุณมากครับ

    สวัสดีค่ะ คุณ pradch,

                        อาการแสบที่ปลายอวัยวะเพศ มีน้ำใสๆ ไหลออกมา อาจเกิดจาก

                       1. เป็นหนองในแท้ เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จะเกิดหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 2-10 วัน เริ่มแรกจะมีอาการปัสสาวะขัด แสบในลำกล้องเวลาปัสสาวะ ต่อมาเริ่มมีมูกใสๆ ไหลซึมจากท่อปัสสาวะ และภายใน 12 ชั่วโมงจะกลายเป็นหนองข้นสีเหลือง ประมาณ 30% ของผู้ที่เป็นหนองในแท้มักติดเชื้อหนองในเทียมร่วมด้วย

                        2. เป็นหนองในเทียม  เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เช่นกัน ระยะฟักตัวของโรคคือประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังรับเชื้อ โดยประมาณ 50% ของผู้ที่ติดเชื้อจะไม่แสดงอาการใดๆ ที่เหลือจะมีอาการแสบที่ปลายท่อปัสสาวะ ปัสสาวะขัด และมีหนองไหล ซึ่งจะมีลักษณะเป็นมูกใสหรือมูกขุ่นๆ ไม่เป็นหนองข้นแบบหนองในแท้ 

                         3. ท่อปัสสาวะอักเสบจากการติดเชื้ออื่นๆ ที่ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จะมีอาการปัสสาวะขัดหรือแสบขณะปัสสาวะ ปัสสาวะขุ่น หรือมีเลือดปน แต่มักไม่ถึงขั้นเป็นหนองแบบโรคหนองใน

                       ทั้งนี้ หากได้ไปพบแพทย์และได้ทำการตรวจปัสสาวะแล้ว ไม่พบเซลล์เม็ดเลือดขาวและแบคทีเรีย ก็ไม่น่าเกิดจากการติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม หากแพทย์ได้ให้ยาปฏิชีวนะมาทาน แล้วต่อมาได้ฉีดยาให้ร่วมด้วย และอาการแสบปัสสาวะหายแล้ว ก็ไม่น่าจำเป็นต้องทานยาปฏิชีวนะต่อ (หากทานครบแล้วค่ะ)

                       สำหรับคำตอบตามหัวข้อ

                       1. น้ำใสๆที่ยังคงมีไหลออกจากอวัยวะเพศ อาจไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแล้ว แต่อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น การระคายเคืองจากสารเคมีต่างๆ เช่น สบู่ แป้งหรืออื่นๆ ที่นำมาใช้บริเวณอวัยวะเพศ หรือเกิดจากการบาดเจ็บของท่อปัสสาวะจากการมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรง หรือมีการสอดใส่สิ่งของเข้าไปในท่อปัสสาวะ หรือเกิดจากมีเนื้องอกในทางท่อปัสสาวะ เป็นต้น

                       2. หากเป็นหนองในแท้ ก็มักจะต้องตรวจเจอแบคทีเรียและเม็ดเลือดขาว ส่วนหนองในเทียม อาจตรวจเจอหรือไม่ก็ได้

                        3. การดื่มแอลกอฮอล์ ไม่น่าทำให้เกิดน้ำไหลจากอวัยวะเพศ

                        ดังนั้น หากยังคงมีน้ำใสๆ ไหลจากอวัยวะเพศ โดยที่ไม่ได้เกิดจากการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ (คือไม่ใช้น้ำหล่อลื่น) แนะนำควรกลับไปตรวจ โดยควรไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมทางเดินปัสสาวะค่ะ ในเบื้องต้น ก็ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ไปก่อน และไม่ควรทาอะไรที่อวัยวะเพศ ให้ใช้เพียงน้ำเปล่าล้างไปก่อนค่ะ