
Sep 11, 2021 at 10:40 AM

Sep 11, 2021 at 10:40 AM

Sep 11, 2021 at 11:12 AM
สวัสดีค่ะ คุณ Thanwalai june,
การกินน้ำยาล้างห้องน้ำ ซึ่งมีความเป็นกรด ถือเป็นกลืนสารที่มีฤทธิ์กัดกร่อน เมื่อกลืนแล้ว จะเกิดเหตุการณ์ตามลำดับดังนี้
1. ในช่วง 4 วันแรก เซลล์เกิดการตายและเนื้อเยื่อที่ดีรอบๆ เซลล์ที่ตายมีขบวนการอักเสบเกิดขึ้น ส่วนปัญหาแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่ หายใจไม่ออก จากกล่องเสียงที่บีบรัดตัว (laryngospasm) มีการสำลักกรดเข้าไปในปอดทำให้ปอดบวม เกิดภาวะเลือดเป็นกรด และถ้าผู้ป่วยมีภาวะขาดน้ำร่วมด้วย ก็อาจทำให้้เกิดภาวะไตวายได้
2. การเกิดแผลและเนื้อเยื่อใหม่ เริ่มเกิดในวันที่ 3-5 หลังการบาดเจ็บ เนื้อเยื่อที่ตายหลุดลอกออก เกิดเป็นแผลที่ผิวเยื่อบุทางเดินอาหาร ก้นแผลมีการอักเสบ ในชวงนี้ ผนังของหลอดอาหารจะบางและอ่อนแอ ง่ายต่อการทะลุ
3. การหายของแผลและกลายเป็นแผลเป็น เริ่มเกิดในสัปดาห์ที่ 2-3 จะมีการสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพันมากขึ้นและหนาขึ้น ทำให้หลอดอาหารหดสั้นและตีบแคบ ซึ่งจะมีโอกาสเกิดหลอดอาหารตีบประมาณ 60% ภายในช่วง 1 เดือน และเกิดประมาณ 80% ภายใน 2 เดือน แต่หากผ่านไป 8 เดือนแล้ว ไม่มีหลอดอาหารตีบ ก็ไม่น่าเกิดขึ้นแล้ว
ทั้งนี้ หากผ่านมา 2 เดือนแล้ว ก็จะอยู่ในช่วงระยะการหายของแผลแล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่มีโอกาสเกิดหลอดอาหารตีบได้ ซึ่งอาการคือการกลืนลำบาก กลืนติด กลืนแล้วเจ็บหน้าอก เป็นต้น
สำหรับอาการแสบตั้งแต่ปากไปจนถึงท้อง แต่หากยังไม่มีอาการกลืนลำบาก กลืนแล้วติด ก็ยังไม่น่ามีการตีบของหลอดอาหารเกิดขึ้น แต่น่าจะเป็นอาการของกรดไหลย้อน ร่วมกับการมีกระเพาะอาหารอักเสบ ซึ่งก็อาจเป็นผลต่อเนื่องมาจากการกินน้ำยาล้างห้องน้ำได้
ในช่วงนี้ แนะนำควรดูแลแบบโรคกรดไหลย้อนไปก่อน ได้แก่ การเลือกทานอาหารที่ย่อยง่าย ไม่ทานอาหารที่มีไขมันสูง เช่น อาหารทอดต่างๆ อาหารผัด ไม่ทานอาหารรสจัด ไม่ทานเผ็ด ควรเคี้ยวช้าๆ ให้ละเอียด ไม่ทานและกลืนเร็ว ไม่ทานอาหารครั้งละปริมาณมากเกินไป ไม่ดื่มน้ำอัดลม อัดแก๊สต่างๆ รวมถึงชา กาแฟ โกโก้ แอลกอฮอล์ และไม่ควรทานอาหารแล้วนอนทันที ต้องเว้นระยะไปอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ห้ามทานยาแก้ปวดในกลุ่ม NSAIDs เช่น แก้ปวดเมื่อย ปวดข้อ ปวดประจำเดือน เป็นต้น
หากอาการยังไม่ดีขึ้น ก็ควรกลับไปพบแพทย์ที่เคยดูแลรักษาเรื่องการกินน้ำยาล้างห้องน้ำมาก่อน
สำหรับโรคซึมเศร้าที่เป็นอยู่ ควรไปรักษากับจิตแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพราะหากไม่ได้รับการทานยารักษา อาการอาจกำเริบ และอาจทำให้คิดหาวิธีทำร้ายตนเองได้อีกค่ะ ดังนั้น ควรไปรับการรักษาอย่างสม่ำเสมอ ในที่สุดก็จะหายได้เหมือนกับโรคอื่นๆ ค่ะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ