ข้ามไปที่เนื้อหา
Pobpad
สุขภาพ

ตรวจ DNA เรื่องสำคัญที่ควรรู้

อัปเดตล่าสุด 29 มิ.ย. 2567

การตรวจ DNA หรือตรวจยีน คือการตรวจการเปลี่ยนแปลงของยีน รวมทั้งตรวจจำนวน การเรียงตัว และโครงสร้างของโครโมโซม โดยใช้ตัวอย่างเนื้อเยื่อ เลือด ปัสสาวะ หรือน้ำลาย การตรวจชนิดนี้มีประโยชน์หลายด้าน เช่น วินิจฉัยปัญหาสุขภาพอันเกี่ยวเนื่องกับลักษณะทางพันธุกรรม ตรวจหาพาหะโรคทางพันธุกรรมของพ่อแม่ก่อนตัดสินใจมีบุตร ตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด ตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อหาตัวผู้ร้ายที่ก่อคดีอาชญากรรม เป็นต้น

DNA

DNA (ดีเอ็นเอ) หรือกรดดีออกซีไรโบนิวคลีอิก (Deoxyribonucleic Acid) คือสารพันธุกรรมชนิดหนึ่ง โดยเซลล์เกือบทุกเซลล์ในร่างกายแต่ละคนมี DNA ลักษณะเดียวกันอยู่ในนิวเคลียส รูปร่างเป็นเกลียวคู่คล้ายบันได ภายใน DNA มีสารเคมีที่ประกอบกันเป็นรหัสพันธุกรรม ได้แก่ อะดีนีน (Adenine: A) กัวนีน (Guanine: G) ไซโตซีน (Cytosine: C) และไทมีน (Thymine: T) ซึ่งมีหน้าที่จำลองและถ่ายทอดพันธุกรรม

ทำไมต้องตรวจ DNA

การตรวจ DNA มีวิธีแตกต่างกันไปตามจุดประสงค์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ พิสูจน์ความเป็นบิดา ตรวจหาโรคทางพันธุกรรม และตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ มีรายละเอียดดังนี้

  • พิสูจน์ความเป็นบิดา เป็นการตรวจที่มีความสำคัญต่อเด็กและพ่อแม่เด็ก เพื่อให้เด็กได้รับสิทธิและผลประโยชน์ต่าง ๆ อย่างชอบธรรมตามกฎหมาย รวมทั้งช่วยให้พ่อแม่แจ้งข้อมูลสุขภาพของเด็กได้อย่างถูกต้อง ในกรณีที่เด็กป่วยและต้องเข้ารับการรักษา นอกจากนั้นยังเป็นการยืนยันเพื่อสร้างสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างพ่อกับลูก ทั้งนี้ การตรวจ DNA ทำได้ 2 วิธี คือตรวจระหว่างทารกอยู่ในครรภ์ และตรวจหลังทารกคลอด โดยการตรวจก่อนคลอดนั้นอาจเจาะเลือดมารดา เจาะน้ำคร่ำ หรือตรวจจากชิ้นเนื้อรก ส่วนการตรวจหลังคลอดทำได้ด้วยการเก็บตัวอย่างจากสายสะดือ เซลล์ในกระพุ้งแก้ม หรือเจาะเลือดทารก
  • ตรวจหาโรคทางพันธุกรรม การตรวจ DNA หาโรคทางพันธุกรรม มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ดังนี้
    • ตรวจวินิจฉัยโรค แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยที่คาดว่าตนเองเป็นโรคอันเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนเข้ารับการตรวจ DNA โดยผลตรวจอาจช่วยยืนยันการวินิจฉัยปัญหาสุขภาพบางประการ เช่น โรคซีสติกไฟโบรซิส (Cystic Fibrosis) โรคฮันติงตัน (Huntington's Disease) เป็นต้น
    • ตรวจหาพาหะโรค โดยดูว่ามียีนที่ก่อให้เกิดโรคทางพันธุกรรมหรือเสี่ยงเกิดการกลายพันธ์ุขึ้นภายหลังหรือไม่ เนื่องจากผู้ป่วยบางรายอาจได้รับการถ่ายทอดยีนที่มีพาหะของโรคมาจากพ่อแม่ แต่ไม่ปรากฏอาการป่วย เช่น ธาลัสซีเมีย นอกจากนี้ การตรวจนี้ยังช่วยวางแผนการมีบุตรได้ด้วย
    • ตรวจคัดกรองทารกแรกเกิด เป็นการตรวจดูว่าทารกในครรภ์ป่วยเป็นโรคทางพันธุกรรมหรือมีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดหรือไม่ เพื่อช่วยตัดสินใจในการวางแผนอุ้มท้อง หรือวางแผนการรักษาในกรณีที่ทารกป่วยเป็นโรคร้ายแรง นอกจากนี้ ผู้ที่ต้องการมีบุตรด้วยการทำเด็กหลอดแก้วอาจต้องตรวจหายีนผิดปกติของตัวอ่อนด้วยเช่นกัน หากไม่พบความผิดปกติใด ๆ จึงจะฝังตัวอ่อนเข้าไปในมดลูกของมารดาได้
    • ตรวจหายีนกลายพันธุ์เพื่อวางแผนการรักษา ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพต่าง ๆ อาจเข้ารับการตรวจ DNA เพื่อช่วยระบุว่าควรใช้ยาตัวใดและปริมาณเท่าไรจึงจะรักษาอาการป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ  
  • ตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ การตรวจลักษณะนี้เกิดขึ้นในกรณีมีเหตุอาชญากรรม มีการเก็บตัวอย่างเลือด อสุจิ ผิวหนัง หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ ที่หลงเหลืออยู่ในที่เกิดเหตุ เพื่อนำมาวิเคราะห์และพิสูจน์ผู้ต้องสงสัย

ตรวจ DNA ทำได้อย่างไร

ขั้นตอนการตรวจ DNA ประกอบด้วย 2 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การเตรียมตัวก่อนตรวจ และการเข้ารับการตรวจ มีรายละเอียดดังนี้

  • การเตรียมตัวก่อนตรวจ ผู้ที่จะเข้ารับการตรวจ DNA ควรรับรู้และเข้าใจกระบวนการตรวจ ประโยชน์ ข้อจำกัด และแนวโน้มของผลตรวจ ซึ่งเป็นขั้นตอนการลงชื่อแสดงความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร โดยผู้ที่บรรลุนิติภาวะตามกฎหมายมีอำนาจตัดสินใจด้วยตนเอง ส่วนผู้ที่อายุยังไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์หรือมีอาการบกพร่องทางจิต ต้องให้ผู้ปกครองหรือผู้ได้รับมอบอำนาจถูกต้องตามกฎหมายตัดสินใจและลงชื่อแสดงความยินยอมแทน ขั้นตอนนี้จะดำเนินการโดยแพทย์ในเวลาราชการ หลังผู้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความจำเป็นที่ต้องตรวจ ความเสี่ยง วิธีการตรวจ และความเป็นไปได้ของผลตรวจเรียบร้อยแล้ว  อย่างไรก็ตาม เมื่อลงนามในเอกสารยินยอมแล้ว อาจเปลี่ยนใจไม่เข้ารับการตรวจก็ได้ โดยต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ
  • การเข้ารับการตรวจ แพทย์จะเก็บตัวอย่างจากเนื้อเยื่อหรือสารคัดหลั่ง เช่น เลือด ปัสสาวะ หรือน้ำลายของผู้ป่วย เพื่อส่งตรวจในห้องปฏิบัติการและดูการเปลี่ยนแปลงของ DNA โครโมโซม หรือโปรตีน ซึ่งการเก็บตัวอย่างจากร่างกายผู้ป่วยแต่ละวิธี มีรายละเอียดดังนี้
    • ปาดกระพุ้งแก้ม แพทย์จะเก็บตัวอย่างเซลล์จากกระพุ้งแก้ม เพื่อนำไปตรวจ DNA
    • เจาะเลือด หากเป็นทารกจะใช้วิธีเจาะเลือดที่ส้นเท้า ส่วนผู้ใหญ่จะเจาะเลือดตามปกติทั่วไป
    • เก็บเนื้อเยื่อทารก แพทย์อาจเก็บตัวอย่างเซลล์ของตัวอ่อนในครรภ์ ซึ่งทำได้ 2 วิธี ดังนี้
      • เจาะน้ำคร่ำ แพทย์จะใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยนำทาง พร้อมกับสอดเข็มขนาดเล็กผ่านหน้าท้องเข้าไปในมดลูก เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำคร่ำมาตรวจ
      • ตรวจชิ้นเนื้อรก เป็นการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อรกโดยสอดท่อเข้าไปในปากมดลูกหรือหน้าท้องให้ผ่านเข้าไปยังเนื้อรก ร่วมกับการอัลตราซาวด์
    • เก็บตัวอย่างของเหลวอื่น ๆ แพทย์อาจเก็บตัวอย่างจากน้ำลาย ปัสสาวะ หรือน้ำอสุจิ เพื่อนำไปตรวจหาความผิดปกติของยีน

ผลการตรวจ DNA เป็นอย่างไร

ผลการตรวจ DNA ต้องอาศัยการตีความและคำอธิบายที่ชัดเจน ผู้ที่เข้ารับการตรวจจึงควรปรึกษาแพทย์หลังทราบผล โดยซักถามข้อสงสัยหรือปรึกษาปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้เข้าใจความหมายของผลตรวจอย่างชัดเจน ผลตรวจ DNA แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะตามวัตถุประสงค์ในการตรวจ ดังนี้

  • ผลพิสูจน์ความเป็นบิดา แพทย์จะเปรียบเทียบตัวอย่างเนื้อเยื่อหรือเลือดของผู้เข้ารับการตรวจทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อพิจารณาความสัมพันธ์ทางสายเลือด โดยผลจะแสดงว่าทั้งสองมีแนวโน้มเป็นพ่อลูกกันหรือไม่
  • ผลตรวจหาโรคทางพันธุกรรม ปรากฏผลได้ 3 รูปแบบ ดังนี้
  • ผลบวก (Positive Results) แสดงว่าตรวจพบการเปลี่ยนแปลงของยีนในร่างกาย ผู้เข้ารับการตรวจอาจมีพาหะโรคหรือเสี่ยงป่วยเป็นโรคบางอย่าง อย่างไรก็ตาม การตรวจ DNA ในผู้ที่ยังไม่มีอาการผิดปกติ ไม่อาจช่วยยืนยันได้แน่นอนว่าจะป่วยเป็นโรคนั้น ๆ ในภายหน้าหรือไม่ นอกจากนี้ แพทย์จะไม่นำผลตรวจที่เป็นบวกมาใช้วิเคราะห์ระดับความรุนแรงของอาการผู้ป่วย
  • ผลลบ (Negative Results) แสดงว่าตรวจไม่พบการกลายพันธุ์ของยีน ผู้เข้ารับการตรวจอาจไม่ได้ป่วยเป็นโรคนั้น ๆ รวมทั้งไม่มีพาหะหรือเสี่ยงเป็นโรคดังกล่าว อย่างไรก็ดี ผลการตรวจที่เป็นลบไม่อาจยืนยันได้ว่าผู้เข้ารับการตรวจจะไม่ป่วยเป็นโรคทางพันธุกรรม  เนื่องจากอาจมีโอกาสตรวจไม่พบยีนที่ก่อให้เกิดโรคได้ อีกทั้งการตรวจ DNA หลายชนิดยังไม่สามารถตรวจหาการเปลี่ยนแปลงของยีนที่ก่อให้เกิดโรคทุกตัวได้ จึงจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผล
  • สรุปผลไม่ได้ (Inconclusive Result) ผู้เข้ารับการตรวจบางรายอาจได้รับผลตรวจที่สรุปไม่ได้อย่างชัดเจน โดยไม่อาจยืนยันหรือระบุได้ว่าป่วยหรือเสี่ยงเป็นโรค เนื่องจากแยกความแตกต่างระหว่างยีนที่ก่อให้เกิดโรคกับยีนปกติทำได้ยาก นจึงต้องตรวจหลายครั้งเพื่อความแน่ใจ
  • ผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ ในคดีอาชญากรรมแพทย์จะนำตัวอย่างเส้นผม เลือด เนื้อเยื่อ หรือลายนิ้วมือที่หลงเหลือในที่เกิดเหตุ มาเปรียบเทียบกับตัวอย่างเส้นผม เลือด เนื้อเยื่อ หรือลายนิ้วมือของผู้ต้องสงสัย เพื่อดูว่าตรงกันหรือไม่

ความเสี่ยงจากการตรวจ DNA มีอะไรบ้าง

การตรวจ DNA หรือตรวจยีนนั้นมีประโยชน์หลายประการ แต่มีความเสี่ยงจากการเข้ารับการตรวจอยู่บ้างได้แก่ ความเสี่ยงจากขั้นตอนการตรวจ และความเสี่ยงที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิต ดังนี้

  • ความเสี่ยงจากขั้นตอนการตรวจ สตรีมีครรภ์ที่ถูกเจาะน้ำคร่ำหรือเก็บตัวอย่างรกอาจเสี่ยงแท้งเนื่องจากแพทย์ต้องเก็บตัวอย่างน้ำคร่ำหรือเนื้อเยื่อรอบตัวอ่อนในครรภ์ ส่วนผู้ที่ถูกเจาะเลือดอาจเสี่ยงเกิดรอยช้ำ มีเลือดออก หรือหลอดเลือดอักเสบได้
  • ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิต ข้อมูลที่ได้จากการตรวจ DNA อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและครอบครัวของผู้เข้ารับการตรวจ ดังนี้
    • ความสัมพันธ์และความรู้สึก ผู้เข้ารับการตรวจอาจรู้สึกไม่ดี วิตกกังวล หรือเสียใจหลังทราบผลตรวจที่ชี้ให้เห็นว่าตนเองหรือลูกเสี่ยงป่วยเป็นโรคร้าย ซึ่งปัญหานี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวตามมาได้
    • ทางเลือกการรักษา ผู้ที่ได้รับผลตรวจเป็นบวกอาจตัดสินใจเข้ารับการรักษาหรือหาวิธีป้องกันปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน เพื่อลดความเสี่ยงหรือความรุนแรงของอาการป่วย อย่างไรก็ดี ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับทางเลือกการรักษาที่เหมาะสม เนื่องจากการรักษาบางวิธีอาจมีความเสี่ยงหรือไม่ได้ผล
    • การตัดสินใจในการอุ้มท้อง การตรวจ DNA เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยวางแผนการมีบุตร ผู้ที่ทราบผลตรวจว่าทารกในครรภ์เสี่ยงเกิดโรคร้ายอาจตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์หรือเปลี่ยนแผนการคลอดบุตร และอาจต้องเลือกโรงพยาบาลทมีบริการรองรับการดูแลทารกหลังคลอดได้ดี ในกรณีที่ทารกมีแนวโน้มต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
    • สิทธิและความเป็นส่วนตัว การตรวจ DNA อาจกระทบต่อชีวิตส่วนตัวของผู้เข้ารับการตรวจ โดยหลายคนกังวลว่าข้อมูลหรือผลตรวจอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสในการทำงานหรือสิทธิการทำประกันต่าง ๆ อีกทั้งบางรายอาจได้รับการปฏิบัติจากนายจ้างหรือบริษัทประกันภัยต่าง ๆ อย่างไม่ยุติธรรม หากผลตรวจพบว่ามียีนกลายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุหรือเสี่ยงเกิดโรคทางพันธุกรรมได้

นอกจากนี้ การตรวจ DNA ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง โดยจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้เท่านั้น แต่ไม่อาจระบุอาการป่วย ระดับความรุนแรงของอาการ หรือการแพร่กระจายของโรคได้ ทั้งยังกำหนดวิธีรักษาปัญหาสุขภาพที่ตรวจพบไม่ได้ในทันที ผู้ที่ต้องการตรวจ DNA ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับประโยชน์ ความเสี่ยง และข้อจำกัดของการตรวจ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจก่อนเข้ารับการตรวจ

หัวข้อสนทนาที่เกี่ยวข้อง

ลูกสาวอายุ 11 เดือน มีดวงตาสีฟ้า ลูกเสี่ยงจะเป็นโรค waardenburg syndrome ไหม

โดย Kop Surawong

สวัสดีคับ อยากสอบถามเกี่ยวกับลูกสาวของผมมีอายุ 11 เดือน มีดวงตาสีฟ้า ผมกังวลว่าลูกเสี่ยงจะเป็นโรค waardenburg syndrome รึป่าว กังวลเรื่องสีตากับ โรคประสาทการได้ยินเสื่อมคับ ตอนนี้…

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 6 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

ถ้าโครโมโซมสลับกัน จะมีผลอย่างไร

โดย Jing Phing

สวัสดีค่ะอยากทราบว่าโครโมโซมคู่ที่ 7 และผู้ที่ 15 มีแขนสลับกันลูกในครรภ์จะมีผลข้างเคียงอย่างไรบ้างคะ ขอบพระคุณสำหรับคำตอบล่วงหน้าค่ะ

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 6 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

อยากทราบถึงขั้นตอนตรวจ DNA บิดาของเด็กอยู่ต่างประเทศ จะตรวจได้อย่างไร

โดย Jennifer Phujomkham

เนื่องจาก พ่อของเด็ก อยู่ต่างประเทศ และเด็กอยู่ในไทย อยากจะตรวจ DNA สามารถมีวิธีไหนได้บ้าง ที่จะสามารถตรวจได้ โดยที่พ่อเด็กไม่ต้องลงมาประเทศไทย ขอบคุณค่ะ

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 7 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

เพิ่มเติม