ข้ามไปที่เนื้อหา
Pobpad
ขมปาก (Bitter Taste in Mouth)

ขมปาก (Bitter Taste in Mouth)

อัปเดตล่าสุด 22 ก.พ. 2567

ขมปาก เป็นอาการผิดปกติทางการรับรสชนิดหนึ่งที่ผู้ที่ป่วยจะรู้สึกขมหรือรู้สึกถึงรสที่คล้ายเหล็กอยู่ในช่องปาก รวมถึงอาจพบว่ารสชาติของอาหารเปลี่ยนไป โดยอาการนี้ส่วนใหญ่มักไม่รุนแรง แต่ก็อาจรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันหรืออาจนำไปสู่ปัญหาเกี่ยวกับการรับประทานอาหารรได้

ขมปากเป็นอาการที่สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่สาเหตุไม่รุนแรงที่เกิดเพียงชั่วคราวและมักดีขึ้นได้จากการแปรงฟันทำความสะอาดช่องปาก อย่างการรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มรสขม ไปจนถึงปัญหาสุขภาพบางชนิดที่ควรได้รับการรักษาจากแพทย์ โดยวิธีการรักษาอาการนี้ จะขึ้นอยู่กับสาเหตุและดุลยพินิจของแพทย์

ขมปาก (Bitter Taste in Mouth)

สาเหตุของขมปาก

ขมปากเป็นอาการที่สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยในบางครั้งอาจเป็นเพียงอาการที่เกิดขึ้นหลังจากที่รับประทานหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีรสขมเท่านั้น แต่ในบางครั้งก็อาจเป็นสัญญาณของปัญหาทางสุขภาพบางอย่างได้ เช่น

  • กรดไหลย้อน ภาวะนี้เป็นภาวะที่เกิดขึ้นจากการที่กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาทางหลอดอาหารเนื่องจากหูรูดส่วนปลายของปลอดอาหารทำงานผิดปกติไป
  • ไซนัสอักเสบ ภาวะนี้เป็นภาวะที่เกิดจากการที่ไซนัส หรือโพรงอากาศที่อยู่บริเวณใบหน้าเกิดการอักเสบจากการติดเชื้อ
  • ปากแห้ง ภาวะนี้เป็นภาวะที่เกิดขึ้นจากการที่ร่างกายผลิตน้ำลายออกมาน้อยเกินไป
  • วัยทอง วัยทองเป็นภาวะที่ผู้หญิงเริ่มเข้าสู่ช่วงหมดประจำเดือน
  • ไวรัสตับอักเสบ บี โรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากการที่ตับติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBV)
  • ขาดสารอาหารบางชนิด โดยเฉพาะวิตามินบี 12 และสังกะสี

นอกจากนี้ นอกจากสาเหตุเหล่านี้ อาการขมปากยังอาจเกิดได้จากสาเหตุอื่น ๆ ได้เช่นกัน เช่น อายุที่เพิ่มขึ้น การสูบบุหรี่ การตั้งครรภ์ ผลข้างเคียงจากการใช้ยารักษาโรคหรืออาหารเสริมบางชนิด การทำเคมีบำบัด การใช้รังสีรักษา

อาการขมปาก

อาการขมปากเป็นอาการที่ผู้ป่วยจะรู้สึกได้รับรสขมอยู่ในปาก โดยบางคนอาจพบว่ามีอาการเบื่ออาหาร รสชาติอาหารเปลี่ยนไป หรือปากแห้งร่วมด้วย

นอกจากนี้ ผู้ที่มีอาการนี้ยังอาจมีอาการอื่น ๆ เกิดขึ้นร่วมด้วย โดยจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดอาการขมปาก เช่น ผู้ที่มีสาเหตุมาจากภาวะกรดไหลย้อนก็อาจจะพบอาการแสบร้อนกลางอก โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร อาการกลืนลำบาก และอาการไอแห้งได้

สัญญาณสำคัญของอาการขมปากที่ควรไปพบแพทย์

ผู้ที่มีอาการขมปากควรไปพบแพทย์ หากเห็นว่าอาการเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าอาการขมปากไม่ดีขึ้นเองหลังจากที่แปรงฟันทำความสะอาดช่องปากแล้ว หรือพบอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย

การวินิจฉัยอาการขมปาก

ในการวินิจฉัยอาการขมปาก แพทย์จะสอบถามอาการของผู้ป่วยที่เกิดขึ้น ตรวจสอบประวัติการเจ็บป่วยของผู้ป่วย ประวัติการใช้ยาต่าง ๆ รวมถึงตรวจร่างกายในเบื้องต้น จากนั้น แพทย์จะพิจารณาวิธีการตรวจอื่น ๆ ต่อไป ซึ่งจะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นอยูกับความเป็นไปได้ของสาเหตุและดุลยพินิจของแพทย์

การรักษาอาการขมปาก

สำหรับการรักษาอาการขมปาก แพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาที่แตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น หากอาการขมปากของผู้ป่วยเกิดขึ้นจากภาวะกรดไหลย้อน แพทย์ก็อาจแนะนำให้รับประทานยาลดกรด หรือหากอาการขมปากเกิดจากการใช้ยาบางชนิด แพทย์ก็อาจปรับเปลี่ยนชนิดของยาที่ใช้เป็นยาชนิดอื่นแทน

ภาวะแทรกซ้อนของอาการขมปาก

หากไม่ได้รับการรักษา ผู้ที่มีอาการขมปากอาจมีอาการเบื่ออาหารและรับประทานอาหารน้อยลงจนเสี่ยงเกิดการขาดสารอาหาร หรือขาดน้ำได้

การป้องกันอาการขมปาก

การป้องกันหรือลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการขมปากสามารถทำได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

หัวข้อสนทนาที่เกี่ยวข้อง

ปากแห้ง แตกลอกมา 2-3 เดือน ใช้สีผึ้ง วาสลีน ก็ไม่หาย เกิดจากอะไร

โดย Opal Sintavacheeva

สวัสดีค่ะ มีอาการปาดแห้งแตกลอกเป็นแผ่นมาประมาณ 2-3 เดือนแล้วค่ะ ปกติเป็นคนดื่มน้ำเยอะ แต่ปากก็ยังแห้งแตกลอกค่ะ พอใช้พวกสีผึ้ง วาสลีน ก็ไม่หายค่ะ เมื่อเช้ามีอาการแพ้รอบปากด้วย…

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 4 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

ปากแห้ง ลอก แตกเป็นร่องลึก เหมือนมีน้ำซึมออกมา แห้งแล้วจะเป็นหนังหนาๆสีเหลือง เป็นมา 2 ปีแล้ว

โดย suphitsara

ปากแห้ง ลอก แตกเป็นร่องลึก หลังจากหายแตก ริมฝีปากลอกเป็นแผ่นๆตลอด ไม่มีหนังหุ้มริมฝีปาก ริมฝีปากมีลักษณะเหมือนมีน้ำซึมๆออกมา พอแห้งก็จะเป็นหนังหนาๆสีเหลืองๆ…

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 4 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

ปากแตก เป็นร่องแดง ลอก หลายเดือนแล้ว และมีอ่อนเพลีย ง่วงนอน เป็นโรคอะไร

โดย maija

สวัสดีค่ะ คุณหมอ รบกวนสอบถามหน่อยค่ะ มีอาการปากแตก แดง เป็นร่องแดง ลอก หลายเดือนแล้วค่ะ ไม่ทราบว่าเป็นอาการของโรคอะไรคะ ทานน้ำ 1 ลิตรต่อวันค่ะ ส่วนอาการอื่น ก็มีอ่อนเพลีย…

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 4 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

เพิ่มเติม