Necrotizing Fasciitis (โรคแบคทีเรียกินเนื้อหรือโรคเนื้อเน่า)

ความหมาย Necrotizing Fasciitis (โรคแบคทีเรียกินเนื้อหรือโรคเนื้อเน่า)

Necrotizing Fasciitis คือ โรคแบคทีเรียกินเนื้อหรือโรคเนื้อเน่า เป็นภาวะติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณเนื้อเยื่ออ่อนที่อาจส่งผลให้ผิวหนังและกล้ามเนื้อถูกทำลายได้ ผู้ป่วยอาจมีอาการร้อนบริเวณผิวหนัง ผิวเปลี่ยนเป็นสีแดง รู้สึกเจ็บปวดบริเวณแผลซึ่งจะรู้สึกปวดมากขึ้น โดยการติดเชื้ออาจลุกลามไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ มีไข้ คลื่นไส้ หรือท้องเสีย เป็นต้น แม้โรคนี้จะพบได้น้อย แต่อาจทำให้ป่วยรุนแรงจนเสียชีวิตได้ ผู้ป่วยจึงต้องไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที

1432 Necrotizing Fasciitis Resized

อาการของ Necrotizing Fasciitis

ระยะแรกหลังการติดเชื้อภายใน 1 วัน ผู้ป่วย Necrotizing Fasciitis อาจมีอาการเจ็บป่วยที่ไม่รุนแรง ดังนี้

  • ผิวหนังบริเวณรอบ ๆ บาดแผลร้อนหรือมีสีแดง
  • รู้สึกปวดบาดแผลมากผิดปกติ
  • บริเวณที่เกิดการติดเชื้อเกิดการเปลี่ยนสี หรือมีของเหลวซึมออกมา
  • มีตุ่มแดงเล็ก ๆ ถุงน้ำ จุดดำ หรือความผิดปกติอื่น ๆ เกิดขึ้นบนผิวหนังร่วมกับเกิดความเจ็บปวดบริเวณดังกล่าว ซึ่งอาการบนผิวหนังมักกระจายออกไปและทำให้รู้สึกเจ็บปวดมากแบบไม่สัมพันธ์กับแผล
  • ตึงบริเวณกล้ามเนื้อ
  • มีอาการคล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่ เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ เป็นต้น
  • มีภาวะขาดน้ำ โดยมีอาการ เช่น กระหายน้ำ ปัสสาวะน้อย เป็นต้น

หลังจากนั้น เมื่อติดเชื้อไปแล้ว 3-4 วัน ผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรงมากขึ้น เช่น บริเวณที่เกิดการติดเชื้ออาจมีอาการบวม มีผื่นสีม่วงขึ้น หรือมีตุ่มน้ำสีเข้มที่ส่งกลิ่นเหม็น ผิวหนังอาจเกิดการเปลี่ยนสี และเนื้อเยื่อที่ตายแล้วอาจหลุดลอกออก เป็นต้น และเมื่อการติดเชื้อเข้าสู่วันที่ 4-5 ผู้ป่วยอาจมีภาวะวิกฤติ ได้แก่ ความดันโลหิตต่ำ ช็อก หรือหมดสติได้

สาเหตุของ Necrotizing Fasciitis

Necrotizing Fasciitis เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น สเตรปโตค็อคคัส กลุ่มเอ (Group A Streptococcus) คลอสตริเดียม (Clostridium) เคล็บเซลลา (Klebsiella) สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus Aureus) อีโคไล (E. Coli) และแอโรโมแนส ไฮโดรฟิลา (Aeromonas Hydrophila) เป็นต้น ซึ่งเชื้ออาจปล่อยสารพิษทำลายเนื้อเยื่อผิวหนังและกล้ามเนื้อจนส่งผลให้เนื้อเยื่อตายได้ โดยเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งทางผิวหนังหรือกระแสเลือดผ่านทางแผลถูกบาด แผลถลอก รอยข่วน แมลงกัดต่อย การใช้เข็มฉีดยา หรือแผลผ่าตัด

โดยผู้ที่เสี่ยงต่อโรคนี้ ได้แก่

  • ผู้ที่ติดแอลกอฮอล์หรือฉีดสารเสพติด
  • ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์
  • ผู้ป่วยโรคผิวหนัง
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจหรือโรคปอดเรื้อรัง
  • ผู้ป่วยเบาหวานหรือมะเร็ง

การวินิจฉัย Necrotizing Fasciitis

เนื่องจาก Necrotizing Fasciitis มีอาการแรกเริ่มที่คล้ายกับโรคอื่น ๆ เช่น โรคติดเชื้อทางผิวหนังที่ไม่รุนแรง ไข้หวัดใหญ่ หรืออาการแทรกซ้อนที่พบได้หลังผ่าตัด เป็นต้น จึงทำให้การวินิจฉัยโรคนี้มักทำได้ในระยะที่โรครุนแรงมากขึ้น โดยแพทย์อาจตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีการ ดังนี้

  • ตรวจร่างกาย เพื่อดูอาการผิดปกติทางผิวหนัง เช่น คลำได้ฟองอากาศใต้ผิวหนัง เป็นต้น
  • ตรวจเลือดหรือตรวจภาพถ่าย แพทย์อาจตรวจเลือดและตรวจด้วยเครื่อง CT Scan หรือ MRI Scan เพื่อหาสาเหตุของอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น รวมทั้งตรวจดูความเสียหายของกล้ามเนื้อ
  • ตรวจตัวอย่างของเหลวหรือเนื้อเยื่อ เพื่อตรวจหาแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคนี้

นอกจากนี้ สมาชิกในครอบครัวหรือผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยควรเข้ารับการตรวจรักษาด้วยเช่นกัน หากมีอาการของภาวะติดเชื้อปรากฏขึ้น

การรักษา Necrotizing Fasciitis

ผู้ป่วย Necrotizing Fasciitis อาจต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสมตามระยะของโรค โดยมีวิธีการรักษา ดังนี้

การใช้ยา ผู้ป่วยอาจต้องได้รับยาปฏิชีวนะ ซึ่งแพทย์มักให้ยาหลายชนิดร่วมกันทางหลอดเลือดดำ และยาควบคุมความดันโลหิต รวมทั้งสารภูมิคุ้มกันอิมมูโนโกลบูลินทางหลอดเลือดดำเพื่อช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับภาวะติดเชื้อ

การผ่าตัด แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดกำจัดเนื้อเยื่อที่เสียหายหรือตาย เพื่อหยุดการกระจายของเชื้อ รวมทั้งอาจต้องตัดแขนหรือขาในบางกรณีหากการติดเชื้อลุกลามหรือรุนแรง

วิธีอื่น ๆ

  • ติดตามผลการประเมินสัญญาณชีพของผู้ป่วย
  • ให้ผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจ
  • รักษาด้วยออกซิเจนความดันบรรยากาศสูง โดยให้ผู้ป่วยสูดออกซิเจนบริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อช่วยรักษาเนื้อเยื่อที่ปกติ
  • ถ่ายเลือดให้ผู้ป่วย

ในกรณีที่มีอาการรุนแรง ผู้ป่วยมักต้องเข้ารับการรักษาในห้องไอซียู ซึ่งอาจใช้เวลารักษาตัวนานหลายสัปดาห์ และอาจต้องแยกห้องรักษากับผู้ป่วยอื่น ๆ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ และหลังการรักษา ผู้ป่วยบางรายที่ต้องตัดเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อออกไปปริมาณมากหรือต้องตัดแขนขา อาจต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อตกแต่งบาดแผล หรือทำกายภาพบำบัดในรายที่พิการด้วย

ภาวะแทรกซ้อนของ Necrotizing Fasciitis

Necrotizing Fasciitis อาจทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงเสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือดหรืออวัยวะในร่างกายทำงานล้มเหลวจนอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่รอดชีวิตอาจมีแผลเป็นหรืออาจพิการแขนขาจากการรักษาได้เช่นกัน

การป้องกัน Necrotizing Fasciitis

แม้ Necrotizing Fasciitis เป็นการเจ็บป่วยที่ไม่สามารถป้องกันได้ และยังไม่มีวัคซีนชนิดใดป้องกันการติดเชื้อนี้ แต่คนทั่วไปสามารถลดความเสี่ยงของโรคนี้ได้ เช่น

  • ดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ เช่น นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายเป็นประจำ เป็นต้น
  • รักษาความสะอาดให้เป็นนิสัย เช่น ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่กับน้ำสะอาด เป็นต้น
  • ห้ามเลือดทันทีเมื่อมีบาดแผล แล้วทำความสะอาดบริเวณนั้นโดยเปิดให้น้ำไหลผ่านบาดแผล จากนั้นจึงซับด้วยผ้าสะอาดให้แห้ง
  • ปิดบาดแผลด้วยวัสดุที่ปลอดเชื้อ เช่น พลาสเตอร์ หรือผ้าพันแผล เป็นต้น และเปลี่ยนผ้าพันแผลเมื่อเปียกน้ำหรือสกปรก เพื่อให้แผลแห้งและสะอาดอยู่เสมอ
  • ไม่ควรแช่ตัวในอ่างอาบน้ำหรือว่ายน้ำในช่วงที่มีบาดแผลตามร่างกาย
  • ปรึกษาแพทย์หากเคยใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคนี้ เพราะอาจต้องรับยาปฏิชีวนะเพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อด้วย
  • ไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจรักษาทันทีหากสงสัยว่าตนเองเป็นโรคนี้ ซึ่งการรักษาแต่เนิ่น ๆ อาจช่วยลดความรุนแรงของโรคได้