Hypothermia (ภาวะตัวเย็นเกิน)

ความหมาย Hypothermia (ภาวะตัวเย็นเกิน)

Hypothermia หรือภาวะตัวเย็นเกิน คือภาวะที่ร่างกายสูญเสียความร้อนอย่างรวดเร็วจนมีอุณหภูมิต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียส ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานต่าง ๆ ในร่างกาย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้ระบบหัวใจและระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตได้

Hypothermia

อาการ Hypothermia

ความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับระดับอุณหภูมิของร่างกายที่ลดต่ำลงและกลุ่มผู้ป่วย โดยแบ่งได้ดังนี้

อาการไม่รุนแรง หากมีอุณหภูมิร่างกายลดลงถึงระดับประมาณ 32-35 องศาเซลเซียส ผู้ป่วยอาจมีอาการดังต่อไปนี้

  • หนาวสั่น
  • อ่อนเพลีย
  • หายใจถี่
  • คลื่นไส้
  • มีอาการมึนงง พูดไม่ชัด
  • มีปัญหาในการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย

อาการรุนแรงปานกลาง ผู้ป่วยที่มีอุณภูมิร่างกายอยู่ที่ประมาณ 28-32 องศาเซลเซียส มักมีอาการคล้ายกับอาการในขั้นไม่รุนแรง แต่จะมีความรุนแรงมากขึ้นจนส่งผลให้ทำกิจวัตรง่าย ๆ ไม่ได้ และอาจพูดไม่ชัดหรือพูดไม่รู้เรื่อง

อาการรุนแรงมาก ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่า 27 องศาเซลเซียส จะพบอาการดังต่อไปนี้

  • อาการสั่นอาจหายไป
  • เกิดอาการมึนงงอย่างรุนแรง สติสัมปชัญญะลดลง
  • ชีพจรเต้นอ่อนหรือเต้นผิดปกติ
  • หายใจตื้นและหายใจช้าลง
  • มีภาวะโคม่าและอาจเสียชีวิตได้

ทั้งนี้ เด็กทารกหรือเด็กเล็กที่มีภาวะนี้อาจไม่สามารถอธิบายอาการที่เกิดขึ้นกับตนเอง ผู้ปกครองจึงต้องคอยสังเกตความผิดปกติอย่างใกล้ชิด โดยเด็กอาจมีอาการดังต่อไปนี้

  • วัดอุณหภูมิบริเวณใต้รักแร้หรือทวารหนักแล้วพบว่ามีอุณภูมิร่างกายต่ำกว่า 36.4 องศาเซลเซียส
  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • ซึม
  • ไม่ค่อยดูดนม
  • ผิวหนังเย็นและแดง
  • แขนขาและหน้าท้องเย็น
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ออกซิเจนในเลือดต่ำหรืออาจมีอาการหยุดหายใจเป็นระยะ

นอกจากนี้ ทารกและเด็กเล็กอาจมีอาการของ Hypothermia แบบเรื้อรังได้ ทำให้น้ำหนักลดหรือน้ำหนักไม่เพิ่มขึ้นตามที่ควรจะเป็น และส่งผลต่อการเจริญเติบโต

  • ทั้งนี้หากพบผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายกับภาวะ Hypothermia ดังข้างต้น ควรรีบขอความช่วยเหลือจากหน่วยแพทย์ฉุกเฉินทันที เพราะหากปล่อยไว้อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

สาเหตุของ Hypothermia

Hypothermia มีสาเหตุมาจากร่างกายสูญเสียความร้อนอย่างต่อเนื่องและไม่สามารถสร้างความอบอุ่นได้เพียงพอ ทำให้อุณหภูมิร่างกายค่อย ๆ ลดลงจนอยู่ในระดับที่เป็นอันตราย โดยร่างกายของคนเราสูญเสียความร้อนได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้

  • การสวมใส่เสื้อผ้าหรือเครื่องป้องกันความหนาวเย็นอื่น ๆ ที่ไม่หนาพอ
  • การสัมผัสกับความเย็นโดยตรง เช่น การตกลงไปในน้ำที่เย็นจัด เป็นต้น
  • การสัมผัสกับลมที่มีอุณหภูมิต่ำมาก ๆ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ร่างกายสูญเสียความร้อน เพราะลมจะพัดเอาอากาศอุ่น ๆ ที่ปกคลุมบนผิวหนังออกไป

นอกจากนี้ ปัจจัยบางประการอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะ Hypothermia ได้เช่นกัน อาทิ

  • เด็กสูญเสียความร้อนในร่างกายได้เร็วกว่าผู้ใหญ่
  • ผู้สูงอายุที่เคลื่อนไหวร่างกายน้อยและมีโภชนาการไม่ดีพอ
  • ผู้ที่ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือสารเสพติดอื่น ๆ ซึ่งจะทำให้ร่างกายสูญเสียความร้อนเร็วกว่าปกติ
  • มีมวลของร่างกายหรือปริมาณไขมันในร่างกายน้อย
  • มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน โรคความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ เป็นต้น
  • อยู่ในสภาพอากาศเย็นจัดเป็นเวลานาน
  • การใช้ยาบางชนิด
  • การบาดเจ็บรุนแรง

การวินิจฉัย Hypothermia

เมื่อพบผู้ที่มีอาการเข้าข่ายภาวะ Hypothermia ควรแจ้งหน่วยแพทย์ฉุกเฉินทันที เพื่อให้แพทย์ตรวจดูอาการและประเมินความรุนแรงของอาการ รวมทั้งวางแผนการรักษาในเบื้องต้น นอกจากนี้ อาจมีการตรวจวัดอุณหภูมิด้วยอุปกรณ์ที่มีความแม่นยำ เพื่อประเมินความรุนแรงของอาการได้อย่างแน่ชัด ช่วยให้เริ่มต้นรักษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไป เนื่องจากผู้ป่วย Hypothermia แต่ละรายอาจมีอุณหภูมิร่างกายลดลงแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของร่างกาย

การรักษา Hypothermia

การรักษาผู้ป่วยภาวะ Hypothermia ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การช่วยให้ร่างกายของผู้ป่วยอบอุ่นขึ้น เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายกลับมาทำงานได้เป็นปกติ ซึ่งการรักษาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเป็นดีที่สุด เพื่อป้องกันผู้ป่วยมีอาการทรุดลงจนเป็นอันตรายถึงชีวิต ดังนั้น หากพบว่ามีอาการเข้าข่าย ผู้ใกล้ชิดควรขอความช่วยเหลือจากหน่วยแพทย์ฉุกเฉินทันที และในขณะที่รอความช่วยเหลือควรดูแลผู้ป่วยด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • เคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างเบามือที่สุด ควรหลีกเลี่ยงการให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหว และไม่ควรนวดหรือสัมผัสผู้ป่วยมากเกินไปโดยไม่จำเป็น เพราะอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นได้
  • นำผู้ป่วยเข้าไปในที่อบอุ่น สภาพแวดล้อมที่อุ่นและแห้งจะช่วยลดความรุนแรงของอาการ หากไม่สามารถทำได้ควรหาเครื่องป้องกันความหนาว เช่น เสื้อกันหนาว ผ้าห่ม หรือผ้าขนหนูคลุมร่างกายของผู้ป่วย และควรให้ผู้ป่วยนอนลงในแนวราบ
  • ถอดเสื้อผ้าที่เปียกชื้นออก  หากถอดลำบากควรใช้กรรไกรตัด เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยต้องเคลื่อนไหวมากเกินไป จากนั้นใช้ผ้าห่มหรือเสื้อหนา ๆ ห่มให้ทั่วร่างกายเพื่อเพิ่มความอบอุ่น
  • ให้ดื่มเครื่องดื่มอุ่น ๆ ในกรณีที่ผู้ป่วยยังรู้สึกตัวดีและกลืนอาหารได้ ควรให้ดื่มเครื่องดื่มอุ่น ๆ เพื่อให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น แต่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพราะอาจส่งผลอันตรายต่อผู้ป่วยได้
  • สังเกตการหายใจ ผู้ป่วยที่มีอุณหภูมิร่างกายต่ำมากอาจหมดสติและหยุดหายใจหรือชีพจรหยุดเต้น ซึ่งภาวะดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการปั๊มหัวใจ (CPR) เพื่อช่วยชีวิต แต่หากยังมีสัญญาณชีพจรหรือยังหายใจอยู่ ไม่ควรปั๊มหัวใจ เพราะอาจส่งผลเสียต่อผู้ป่วย
  • หลีกเลี่ยงการให้ผู้ป่วยสัมผัสกับความร้อนโดยตรง ห้ามใช้น้ำร้อนหรือแผ่นให้ความร้อนเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกายผู้ป่วยโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ผิวหนังเสียหาย ในกรณีร้ายแรงอาจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติอย่างรุนแรงและหัวใจหยุดเต้นได้ในที่สุด

เมื่อนำตัวผู้ป่วยถึงโรงพยาบาลแล้ว แพทย์จะตรวจประเมินความรุนแรงของอาการ หากอาการไม่รุนแรงมากและผู้ป่วยยังรู้สึกตัวดี แพทย์จะให้ห่มผ้าและดื่มเครื่องดื่มอุ่น ๆ เพื่อเพิ่มความอุณหภูมิของร่างกาย แต่ผู้ป่วยที่มีอาการค่อนข้างรุนแรงอาจต้องใช้วิธีรักษาดังต่อไปนี้

  • เพิ่มอุณหภูมิให้เลือด เมื่อร่างกายมีอุณหภูมิต่ำ เลือดในร่างกายจะมีอุณหภูมิต่ำลงตามไปด้วย แพทย์อาจต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ เช่น เครื่องฟอกเลือดหรือไตเทียมที่ใช้ในผู้ป่วยโรคไต หรือเครื่องสำหรับการบายพาสหัวใจ ช่วยทำให้เลือดอุ่นและไหลเวียนได้ดีขึ้น หรือในบางกรณีอาจใช้วิธีให้น้ำเกลืออุ่น ๆ ทางหลอดเลือดดำได้เช่นกัน
  • เพิ่มอุณหภูมิในทางเดินหายใจ แพทย์จะให้ออกซิเจนที่มีความชื้นพอเหมาะผ่านทางหน้ากากช่วยหายใจหรือสอดท่อช่วยหายใจเข้าไปทางจมูก เพื่อช่วยให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น
  • การชะล้างด้วยน้ำเกลือ ในบางกรณีแพทย์อาจสอดท่อที่บริเวณเยื่อหุ้มปอดหรือช่องท้องและให้น้ำเกลืออุ่น ๆ ไหลผ่าน เพื่อช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนของ Hypothermia

นอกจากภาวะ Hypothermia ที่เกิดขึ้นได้แล้ว การอยู่ในสภาพอากาศเย็นหรือแช่ในน้ำที่เย็นมากเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บอื่น ๆ ได้ เช่น เนื้อเยื่อเสียหายรุนแรงจากความเย็น และภาวะเนื้อตายเนื่องจากเลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ซึ่งอาจทำให้ต้องตัดอวัยวะทิ้ง นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่มีภาวะสุขภาพอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยง เช่น ติดสุรา มีปัญหาทางจิต หรือเป็นผู้สูงอายุ หากอยู่ในสภาวะหนาวเย็นเป็นเวลานานและไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากภาวะ Hypothermia เพิ่มสูงขึ้นถึง 40 เปอร์เซ็นต์

การป้องกัน Hypothermia

วิธีป้องกันภาวะ Hypothermia ที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีอากาศเย็นเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคเรื้อรัง ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่หนาและปิดมิดชิด และจัดสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้อบอุ่นอยู่เสมอ

นอกจากนี้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและการรับประทานอาหารที่ให้พลังงานอย่างเพียงพอจะช่วยให้ร่างกายมีอุณหภูมิอบอุ่นเป็นปกติ และควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากจะส่งผลให้หลอดเลือดในร่างกายขยายตัวจนเกิดการสูญเสียความร้อนอย่างรวดเร็ว รวมทั้งหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนที่กระตุ้นให้ปัสสาวะบ่อย ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ