Gemcitabine (เจมไซตาบีน)

Gemcitabine (เจมไซตาบีน)

Gemcitabine (เจมไซตาบีน) เป็นยารักษาโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งตับอ่อน มะเร็งรังไข่ และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ โดยตัวยาจะออกฤทธิ์ชะลอหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งภายในร่างกาย บางครั้งแพทย์อาจให้ใช้ยานี้ร่วมกับยารักษามะเร็งชนิดอื่นหรือใช้ในกรณีที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล และอาจนำมาใช้รักษาอาการอื่น ๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์

gemcitabine

เกี่ยวกับยา Gemcitabine

กลุ่มยา ยาเคมีบำบัด
ประเภทยา ยาตามใบสั่งแพทย์
สรรพคุณ รักษามะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งตับอ่อน มะเร็งรังไข่ และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
กลุ่มผู้ป่วย ผู้ใหญ่
รูปแบบของยา ยาใช้ภายนอก ยาฉีดทางหลอดเลือดดำ
การใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์และผู้ให้นมบุตร Category D จากการศึกษาในมนุษย์ พบความเสี่ยงทำให้เกิดความผิดปกติต่อทารกในครรภ์ จะใช้ก็ต่อเมื่อพิจารณาแล้วว่าก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมารดาและยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดต่อทารกในครรภ์ โดยมากมักใช้ในกรณีที่จำเป็นในการช่วยชีวิตหรือใช้รักษาโรคร้ายแรงของมารดา ซึ่งไม่สามารถใช้ยาอื่น ๆ ทดแทนได้ และไม่ควรให้นมบุตรในขณะที่ใช้ยานี้หรือภายใน 1 สัปดาห์ หลังการใช้ยาครั้งสุดท้าย

 คำเตือนในการใช้ยา Gemcitabine

เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้ยา ผู้ป่วยควรระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

  • แจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้ยา หากมีประวัติแพ้ยาหรือส่วนประกอบของยาชนิดนี้ รวมถึงยาและสารอื่น ๆ เพราะยาอาจมีส่วนประกอบที่ทำให้เกิดอาการแพ้ยาหรือเกิดผลข้างเคียงอื่น ๆ ตามมา
  • แจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้ยา หากผู้ป่วยมีประวัติทางการแพทย์ เช่น โรคไต โรคตับโดยเฉพาะตับแข็ง พิษสุราเรื้อรัง ได้รับการรักษาด้วยรังสีมาก่อน หรือปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ เป็นต้น 
  • แจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับยา วิตามิน หรือสมุนไพรทุกชนิดที่ผู้ป่วยกำลังใช้อยู่ เพราะยาบางชนิดอาจทำปฏิกิริยากับยานี้จนก่อให้เกิดผลข้างเคียง หรือทำให้ยามีประสิทธิภาพลดลง 
  • ยาเจมไซตาบีนอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์และส่งผลต่อการมีบุตรได้ จึงควรคุมกำเนิดด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพในระหว่างใช้ยานี้เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ โดยสตรีที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ควรคุมกำเนิดในขณะใช้ยาและหลังใช้ยาครั้งสุดท้ายอย่างน้อย 6 เดือน สำหรับผู้ชายที่ภรรยาสามารถตั้งครรภ์ได้ควรคุมกำเนิดหลังใช้ยาครั้งสุดท้ายอย่างน้อย 3 เดือน ทั้งนี้ แพทย์อาจให้ผู้ป่วยหญิงทดสอบการตั้งครรภ์ก่อนจะเริ่มใช้ยาเพื่อประเมินความเสี่ยงและความปลอดภัย 
  • ในระหว่างการใช้ยา หากสงสัยว่าตั้งครรภ์ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที   
  • ผู้ป่วยอาจต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยบ่อยครั้งในระหว่างที่ใช้ยานี้ เนื่องจากยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงของการมีเลือดออกและการติดเชื้อ และควรหลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยติดเชื้อ รวมถึงการทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บและมีเลือดออก
  • ขณะใช้ยานี้ ผู้ป่วยไม่ควรฉีดวัคซีนเชื้อเป็น ซึ่งเป็นวัคซีนที่ผลิตด้วยการนำเชื้อโรคมาทำให้มีฤทธิ์น้อยลงจนไม่ก่อโรคแต่ยังกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ และไม่ควรใกล้ชิดกับผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนนี้มาหมาด ๆ เพราะอาจแพร่เชื้อมาสู่ตนเอง โดยเฉพาะโรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน โปลิโอ โรต้าไวรัส ไทฟอยด์ ไข้เหลือง อีสุกอีใส งูสวัด และไข้หวัดใหญ่ 
  • ผู้ป่วยควรระมัดระวังในขณะขับขี่ยานพาหนะ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมที่ต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งควรงดดื่มแอลกอฮอล์ในขณะที่ใช้ยานี้ เนื่องจากตัวยาอาจส่งผลให้ง่วงซึมได้ 
  • แจ้งให้แพทย์ทราบขณะที่ใช้ยานี้ หากผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัดหรือการรักษาทางทันตกรรมใด ๆ  
  • ผู้สูงอายุอาจไวต่อผลข้างเคียงของยามากกว่าปกติ โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ มีเลือดออกหรือฟกช้ำได้ง่าย 

ปริมาณการใช้ยา Gemcitabine

ปริมาณและระยะเวลาในการใช้ยาอาจแตกต่างกันไปตามโรคของผู้ป่วย โดยมีตัวอย่างการใช้ยา ดังนี้

รักษามะเร็งเต้านม
ตัวอย่างการใช้ยา Gemcitabine เพื่อรักษามะเร็งเต้านมที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ กำเริบเฉพาะที่ และระยะแพร่กระจาย

ผู้ใหญ่ หยดยาทางหลอดเลือดดำร่วมกับยาแพคลิแทกเซลในปริมาณ 1,250 มิลลิกรัม/พื้นที่ผิวกาย 1 ตารางเมตร ประมาณ 30 นาทีขึ้นไป ในวันที่ 1 และ 8 ของรอบเคมีบำบัด 21 วัน โดยอาจลดปริมาณยาในแต่ละรอบหรือในรอบที่ขึ้นอยู่กับความเป็นพิษต่อยา ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรมีค่าเม็ดเลือดขาวสมบูรณ์มากกว่าหรือเท่ากับ 1,500 /ไมโครลิตร ก่อนเริ่มการรักษา

รักษามะเร็งปอด
ตัวอย่างการใช้ยา Gemcitabine เพื่อรักษามะเร็งปอดชนิดเซลล์ขนาดไม่เล็กระยะลุกลามเฉพาะที่และระยะแพร่กระจาย

ผู้ใหญ่  

  • หยดยาเข้าทางหลอดเลือดดำปริมาณ 1,000 มิลลิกรัม/พื้นที่ผิวกาย 1 ตารางเมตร/สัปดาห์ ประมาณ 30 นาทีขึ้นไป ติดต่อกัน 3 สัปดาห์ แล้วหยุดพัก 1 สัปดาห์ และให้หยดยาซ้ำอีกหนึ่งรอบ
  • หยดยาทางหลอดเลือดดำร่วมกับยาซิสพลาตินในปริมาณ 1,000 มิลลิกรัม/พื้นที่ผิวกาย 1 ตารางเมตร ประมาณ 30 นาทีขึ้นไป ในวันที่ 1, 8 และ 15 ของรอบเคมีบำบัด 28 วัน หรือปริมาณ 1,250 มิลลิกรัม/พื้นที่ผิวกาย 1 ตารางเมตร ประมาณ 30 นาทีขึ้นไป ในวันที่ 1 และ 8 ของรอบเคมีบำบัด 21 วัน โดยอาจลดปริมาณยาในแต่ละรอบหรือในรอบที่ขึ้นอยู่กับความเป็นพิษต่อยา

รักษามะเร็งตับอ่อน
ตัวอย่างการใช้ยา Gemcitabine เพื่อรักษามะเร็งตับอ่อนระยะลุกลามเฉพาะที่และระยะแพร่กระจาย 

ผู้ใหญ่ หยดยาเข้าทางหลอดเลือดดำปริมาณ 1,000 มิลลิกรัม/พื้นที่ผิวกาย 1 ตารางเมตร ประมาณ 30 นาทีขึ้นไป เป็นระยะเวลา 7 สัปดาห์ แล้วหยุดพัก 1 สัปดาห์ หลังจากสัปดาห์ที่ 8 ให้หยดยาในวันที่ 1, 8 และ 15 ของแต่ละรอบเคมีบำบัด 28 วัน โดยอาจลดปริมาณยาในแต่ละรอบหรือในรอบที่ขึ้นอยู่กับความเป็นพิษต่อยา    

รักษามะเร็งรังไข่

ตัวอย่างการใช้ยา Gemcitabine เพื่อรักษามะเร็งรังไข่ระยะลุกลามเฉพาะที่และระยะแพร่กระจายไปตามเนื้อเยื่อ

ผู้ใหญ่ หยดยาทางหลอดเลือดดำร่วมกับยาคาร์โบพลาตินในปริมาณ 1,000 มิลลิกรัม/พื้นที่ผิวกาย 1 ตารางเมตร ประมาณ 30 นาทีขึ้นไป ในวันที่ 1 และ 8 ของรอบเคมีบำบัด 21 วัน โดยอาจลดปริมาณยาในแต่ละรอบหรือในรอบที่ขึ้นอยู่กับความเป็นพิษต่อยา   

รักษามะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
ตัวอย่างการใช้ยา Gemcitabine เพื่อรักษามะเร็งกระเพาะปัสสาวะระยะลุกลามเฉพาะที่และระยะแพร่กระจาย

ผู้ใหญ่ หยดยาทางหลอดเลือดดำร่วมกับยาซิสพลาตินในปริมาณ 1,000 มิลลิกรัม/พื้นที่ผิวกาย 1 ตารางเมตร ประมาณ 30 นาทีขึ้นไป ในวันที่ 1, 8 และ 15 ของรอบเคมีบำบัด 28 วัน และให้หยดยาซ้ำอีกหนึ่งรอบ โดยอาจลดปริมาณยาในแต่ละรอบหรือในรอบที่ขึ้นอยู่กับความเป็นพิษต่อยา  

การใช้ยา Gemcitabine

วิธีการใช้ยาเพื่อความปลอดภัย มีดังนี้

  • ควรมาพบแพทย์ให้ตรงตามนัดหมายทุกครั้งเพื่อฉีดยาเข้าสู่หลอดเลือดดำ
  • หากยาสัมผัสโดนผิวหนัง ควรล้างทำความสะอาดด้วยสบู่และน้ำอุ่น
  • หากรู้สึกแสบร้อน เจ็บปวด หรือมีอาการบวมตรงจุดที่ฉีดยา ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที
  • ยานี้อาจส่งผ่านไปยังของเหลวภายในร่างกาย อย่างปัสสาวะ อุจจาระ หรือของเหลวจากการอาเจียนอย่างน้อย 2 วัน หลังใช้ยา ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดควรเลี่ยงการสัมผัสกับของเหลวเหล่านี้จากตัวผู้ป่วย หากต้องทำความสะอาดหรือสัมผัสกับเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนควรใส่ถุงมือทุกครั้ง และล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนและหลังถอดถุงมือ

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Gemcitabine

ปกติแล้ว ยาเจมไซตาบีนอาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เจ็บปาก ง่วงซึม ปวดกล้ามเนื้อ มีอาการบวมแดงหรือเจ็บบริเวณที่ถูกฉีดยา ระดับเซลล์เม็ดเลือดต่ำ ผลตรวจเลือดหรือปัสสาวะผิดปกติ มือหรือเท้าบวม มีผื่น ปัสสาวะมีสีแดงหรือชมพู ซึ่งหากมีอาการแย่ลง ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างถี่ถ้วน นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจมีอาการผมร่วง แต่จะกลับมาเป็นปกติหลังการรักษาสิ้นสุดลง 

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยควรหยุดใช้ยาและไปปรึกษาแพทย์ทันที หากเกิดอาการรุนแรงดังต่อไปนี้

  • มีสัญญาณอาการแพ้ยา เช่น มีผื่น คัน ลมพิษ หายใจลำบาก มีอาการบวมบริเวณใบหน้า ปาก ริมฝีปาก ลิ้น และลำคอ เวียนศีรษะอย่างรุนแรง เป็นต้น
  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง รู้สึกสับสน อารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป ชัก แขนขาอ่อนแรง ตามัว
  • พูดคุยได้ลำบาก มีปัญหาในการกินหรือกลืน มีตุ่มหรือแผลในปาก
  • เจ็บหน้าอก หัวใจเต้นเร็ว เต้นช้า หรือเต้นผิดปกติ
  • มีสัญญาณปัญหาเกี่ยวกับปอด อย่างหายใจไม่อิ่มหรือไอ
  • ผิวหนังบวมแดง มีเลือดไหล หรือลอกอย่างรุนแรงในระหว่างหรือภายหลังการรักษาด้วยรังสี 
  • มีสัญญาณปัญหาเกี่ยวกับตับ เช่น เบื่ออาหาร ปวดท้อง คัน ปัสสาวะเป็นสีเข้ม อุจจาระเป็นสีซีด ดีซ่าน เป็นต้น
  • มีสัญญาณปัญหาเกี่ยวกับไต อย่างปริมาณปัสสาวะเปลี่ยนแปลงไปหรือปัสสาวะปนเลือด
  • มีระดับเซลล์เม็ดเลือดต่ำ ทำให้เกิดอาการ เช่น มีไข้ สั่น ปวดเมื่อยตามตัว มือและเท้าเย็น เวียนศีรษะคล้ายจะหมดสติ เป็นต้น
  • มีสัญญาณของเซลล์เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย เช่น มีเลือดออกหรือฟกช้ำได้ง่ายผิดปกติ ผิวซีด ถ่ายเป็นเลือด ปัสสาวะมีสีแดงหรือชมพู ร่างกายบวม น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัสสาวะเพียงเล็กน้อยหรือไม่ปัสสาวะออกเลย เป็นต้น
  • มีของเหลวอยู่ภายในหรือรอบ ๆ ปอด ส่งผลให้เกิดอาการตามมา เช่น เจ็บขณะที่หายใจ หายใจไม่อิ่มเมื่อล้มตัวลงนอน หายใจมีเสียงหวีด หายใจทางปาก ไอมีเสมหะเป็นฟอง หัวใจเต้นเร็ว เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีผลข้างเคียงเกิดขึ้นหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย หากผู้ป่วยมีความกังวลใจ รวมทั้งพบผลข้างเคียงหรือความผิดปกติอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ