Diphenhydramine

Diphenhydramine

Diphenhydramine (ยาไดเฟนไฮดรามีน) คือ ยาต้านฮิสตามีนที่นำมาใช้รักษาโรคภูมิแพ้ ไข้ละอองฟาง หรือไข้หวัด โดยมีกลไกการออกฤทธิ์ในการยับยั้งสารฮิสตามีนในร่างกายซึ่งทำให้เกิดอาการแพ้ ต่าง ๆ เช่น ไอ จาม น้ำมูกไหล น้ำตาไหล ตาแดง ลมพิษ ผื่นผิวหนัง คัน หรืออาการหวัดและอาการแพ้อื่น ๆ

นอกจากนั้น มีฤทธิ์ทำให้ง่วงนอน นำมาใช้บรรเทาอาการเมารถ เมาเรือ เมาเครื่องบิน และใช้รักษาบางอาการของโรคพาร์กินสัน ได้ หรืออาจนำมาใช้ในการรักษาโรคหรืออาการอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

อย่างไรก็ตาม ยาไดเฟนไฮดรามีนมีข้อห้ามใช้และอาจเกิดผลข้างเคียงได้ ดังนั้น การใช้ยาควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์และเภสัชกร

600 DiphenhydramineRe

เกี่ยวกับยา Diphenhydramine

กลุ่มยา ยาแก้แพ้ ยาต้านฮิสตามีน
ประเภทยา ยาตามใบสั่งแพทย์ 
สรรพคุณ บรรเทาอาการแพ้
กลุ่มผู้ป่วย เด็กและผู้ใหญ่
รูปแบบของยา ยารับประทาน ยาให้ทางหลอดเลือด


คำเตือนของการใช้ยา Diphenhydramine

  • ควรหลีกเลี่ยงใช้ยานี้หากเคยมีประวัติแพ้ยาหรือส่วนประกอบในยานี้ และควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากมีประวัติแพ้ยาอื่น ๆ
  • ก่อนใช้ยานี้ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากกำลังใช้ยาอื่น ๆ ได้แก่ ยาที่สั่งจายโดยแพทย์ ยาที่ซื้อใช้เอง วิตามิน และสมุนไพร เพราะเมื่อใช้ร่วมกับส่วนประกอบบางชนิดของยานี้อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่อันตรายได้
  • ก่อนใช้ยานี้ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงประวัติโรคประจำตัวหรืออาการผิดปกติต่าง ๆ โดยเฉพาะ โรคหืด โรคถุงลมโป่งพอง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ต้อหิน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำ โรคตับ โรคไต อาการชัก โรคกระเพาะและลำไส้ ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน และปัสสาวะลำบาก 
  • ควรดื่มสุราอย่างระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงการดื่มสุราระหว่างที่ใช้ยานี้ เพราะตัวยาอาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะหรือง่วงซึมมาก
  • การใช้ยา Diphenhydramine อาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะหรือง่วงนอน ดังนั้น ควรระมัดระวังเมื่อต้องขับรถ ทำงานกับเครื่องจักร หรืองานที่เสี่ยงอันตราย
  • หากต้องเข้ารับการผ่าตัด ควรแจ้งให้แพทย์ทราบว่ากำลังใช้ยานี้ รวมไปถึงยาที่สั่งจ่ายโดยแพทย์ ยาที่ซื้อใช้เอง และสมุนไพร
  • ไม่ควรใช้ยานี้ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เพราะอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงที่รุนแรงได้
  • การใช้ยาในเด็กอายุ 2-6 ปี จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด และควรใช้ยาอย่างระมัดระวังในเด็กอายุ 6-11 ปี
  • ผู้สูงอายุอาจมีโอกาสเกิดอาการข้างเคียงจากการใช้ยานี้ได้สูง โดยเฉพาะอาการเวียนศีรษะ ง่วงซึม สับสน ท้องผูก หรือมีปัญหาในการปัสสาวะ
  • สำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น ควรปรึกษาถึงความเสี่ยงและประโยชน์จากการใช้ยานี้กับแพทย์ผู้รักษา
  • ยานี้สามารถผ่านเข้าสู่นมมารดาได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ต่อบุตร ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อนให้นมบุตร
  • ยานี้อาจส่งผลกระทบต่อผลการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง ดังนั้น ควรแจ้งให้แพทย์ผู้รักษาทราบว่ากำลังใช้ยานี้

ปริมาณการใช้ยา Diphenhydramine

อาการภูมิแพ้ หรือรักษาและป้องกันอาการเมาจากการเดินทาง (Motion sickness)

ยารับประทาน

  • ผู้ใหญ่: รับประทานขนาด 25-50 มิลลิกรัม 3-4 ครั้งต่อวัน สำหรับการป้องกันอาการเมาจากการเดินทาง ควรใช้ 30 นาที ก่อนเดินทาง ปริมาณสูงสุด 300 มิลลิกรัมต่อวัน
  • เด็ก:
    • อายุ 2-6 ปี รับประทานขนาด 6.25 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง
    • อายุ 6-12 ปี รับประทานขนาด 12.5-25 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง
    • สำหรับการป้องกันอาการเมาจากการเดินทาง ควรใช้ 30 นาที ก่อนเดินทาง

ยาให้ทางหลอดเลือดดำ

  • ผู้ใหญ่: ให้ทางกล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำ ขนาด 10-50 มิลลิกรัม หากจำเป็นอาจเพิ่มขนาดเป็น 100 มิลลิกรัม สูงสุดไม่เกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน
  • เด็ก: ให้ทางกล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำ ขนาด 5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) แบ่งให้ 4 ครั้งต่อวัน สูงสุดไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน

โรคพาร์กินสัน (Parkinson's disease)
ยารับประทาน

  • ผู้ใหญ่: รับประทานขนาดเริ่มต้น 25 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง หากจำเป็นอาจเพิ่มขนาดเป็น 50 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง

ยาให้ทางหลอดเลือดดำ

 

  • ผู้ใหญ่: ให้ทางกล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำ ขนาด 10-50 มิลลิกรัม หากจำเป็นอาจเพิ่มขนาดเป็น 100 มิลลิกรัม สูงสุดไม่เกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน

รักษาโรคนอนไม่หลับระยะสั้น
ผู้ใหญ่: รับประทานก่อนเข้านอน 30 นาที ขนาด 50 มิลลิกรัม

บรรเทาอาการคัน
รูปแบบยาครีม ยาโลชั่น สำหรับทาผิว

ผู้ใหญ่: ใช้ทาลงบนผิวหนัง 3-4 ครั้งต่อวัน

เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี: ใช้ปริมาณยาเหมือนกับผู้ใหญ่ หรือขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

*ปริมาณและระยะเวลาในการใช้ยาขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา

การใช้ยา Diphenhydramine

ควรใช้ยาตามฉลากหรือตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไม่ควรใช้ยานี้ในปริมาณที่มากกว่าหรือติดต่อกันนานกว่าที่แพทย์แนะนำ และโดยปกติยาที่ใช้รักษาอาการหวัดหรือภูมิแพ้มักจะใช้เพียงในระยะเวลาอันสั้นจนกว่าอาการจะหายไป

  • สามารถใช้ยานี้พร้อมอาหารหรือไม่พร้อมก็ได้ และยาชนิดสารละลายหรือยาน้ำ ควรใช้ช้อนตวงยาหรือถ้วยสำหรับวัดปริมาณยาโดยเฉพาะ เพื่อให้ได้ปริมาณยาที่ถูกต้อง  หากไม่มี สอบถามจากเภสัชกรได้
  • สำหรับใช้ป้องกันและรักษาอาการเมาจากการเดินทาง เช่น รถยนต์ เรือ และเครื่องบิน ควรใช้ยา 30 นาทีก่อนออกเดินทาง และใช้ยาต่อเนื่องพร้อมอาหารและก่อนเข้านอน ซึ่งอาจเป็นช่วงที่กำลังมีอาการอยู่
  • สำหรับช่วยในการนอนหลับ ให้ใช้ยา 30 นาที ก่อนเข้านอน แต่หากไม่ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์
  • หากใช้ยานี้เป็นเวลา 1 สัปดาห์ แล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือมีไข้ ปวดศีรษะ ไอ หรือผื่นผิวหนัง ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ
  • ในกรณีที่ลืมรับประทานยาตามเวลาที่กำหนด ให้รับประทานยาได้ทันที แต่หากใกล้ถึงเวลารับประทานยาในรอบถัดไป ให้ข้ามไปรับประทานยาในรอบถัดไป ไม่ควรเพิ่มปริมาณยาเป็น 2 เท่าและหากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ควรรีบพบแพทย์
  • ควรเก็บยาไว้ที่อุณหภูมิ 15-30 องศาเซลเซียส เก็บให้พ้นจากแสงแดดและความชื้น
  • หากมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับการใช้ยานี้ ควรถามแพทย์หรือเภสัชกรให้เข้าใจ

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Diphenhydramine

ผลข้างเคียงที่พบทั่วไประหว่างใช้ยา Diphenhydramine ซึ่งหากเป็นต่อเนื่องหรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ ได้แก่

  • ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ง่วงซึม ร่างกายทำงานไม่ประสานกันหรือเสียความสมดุล
  • ปากแห้ง จมูกแห้ง หรือคอแห้ง
  • เบื่ออาหาร  
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ไม่สบายท้อง ท้องปั่นป่วน
  • ท้องผูก ท้องเสีย
  • ตาแห้งหรือตามัว

หากพบว่าเกิดอาการแพ้ยา เช่น ลมพิษ หายใจลำบาก ใบหน้าบวม ริมฝีปากบวม ลิ้นบวม หรือคอบวม ควรรีบพบแพทย์ในทันที

นอกจากนั้น หากพบว่าเกิดอาการต่อไปนี้ ควรหยุดใช้ยาและแจ้งให้แพทย์ทราบ

  • ใจเต้นแรงหรือใจสั่น
  • ปัสสาวะลำบากหรือเจ็บขณะปัสสาวะ
  • ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะน้อย
  • สับสน หรือรู้สึกคล้ายจะเป็นลม
  • กระสับกระส่าย ตื่นเต้น นอนไม่หลับหงุดหงิด อยู่ไม่นิ่ง  (พบได้บ่อยในเด็ก)
  • คอและกรามมีอาการตึง
  • กล้ามเนื้อหรือใบหน้าเกิดการเกร็งกระตุก ลมชัก
  • ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของลิ้นได้
  • มีปัญหาในการมองเห็น หรือมองเห็นภาพไม่ชัด

นอกจากนั้น อาจมีอาการข้างเคียงอื่น ๆ นอกเหนือจากอาการข้างต้นที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งหากผู้ป่วยพบอาการผิดปกติใด ๆ ควรรีบแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบทันที