แปลงเพศ เปลี่ยนชีวิต สู่หญิงชายข้ามเพศ

แปลงเพศ (Sex Reassignment) เป็นการผ่าตัดศัลยกรรมเปลี่ยนแปลงเพศสภาพภายนอกให้ตรงกับสภาพจิตใจของผู้ป่วยที่ต้องการเข้ารับการผ่าตัด โดยมีทั้งการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิง และจากหญิงเป็นชาย แม้วิทยาการในปัจจุบันจะก้าวหน้ามากขึ้น แต่การผ่าตัดแปลงเพศก็ยังคงเป็นวิธีการที่มีความซับซ้อน ผู้ป่วยไม่สามารถเปลี่ยนสภาพร่างกายไปเป็นเพศที่ตรงข้ามกับเพศกำเนิดของตนเองได้อย่างสมบูรณ์ และการผ่าตัดอาจส่งผลต่อสภาพจิตใจ การทำงาน การเข้าสังคม และการใช้ชีวิตไปตลอดชีวิตของผู้ป่วย การแปลงเพศจึงเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ผู้ป่วยควรตัดสินใจอย่างรอบคอบภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์

แปลงเพศ

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำที่มีชื่อเสียงในด้านการผ่าตัดศัลยกรรมแปลงเพศ ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ และเป็นที่สนใจในบรรดาผู้ป่วยที่ต้องการเปลี่ยนตนเองเป็นบุคคลข้ามเพศ แม้ปัจจุบันยังไม่มีตัวเลขสถิติผู้ป่วยแปลงเพศที่เปิดเผยชัดเจน เนื่องจากการศัลยกรรมแปลงเพศเป็นการรักษาทางเลือกที่มักกระทำในสถานพยาบาลเอกชน แต่โรงพยาบาลชื่อดังชั้นนำในด้านการผ่าตัดศัลยกรรมเสริมความงามและการแปลงเพศ ได้เปิดเผยข้อมูลว่า สถิติของผู้แปลงเพศจากชายเป็นหญิง มีมากกว่าผู้ที่แปลงเพศจากหญิงเป็นชาย อย่างไรก็ตาม ด้วยพัฒนาการทางการแพทย์ที่ล้ำสมัย และผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาทางเลือกได้มากขึ้น ผู้ป่วยที่ต้องการแปลงเพศจากหญิงเป็นชายก็มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ในส่วนของแพทยสภาประเทศไทย ได้ระบุไว้ว่า การผ่าตัดศัลยกรรมแปลงเพศต้องกระทำแก่ผู้ที่มีข้อบ่งชี้เท่านั้นและต้องปฏิบัติตามข้อบังคับแพทยสภาอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยแก่ประชาชนที่มีความประสงค์ผ่าตัดแปลงเพศ โดยผู้เข้ารับการแปลงเพศต้องมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ หากมีอายุตั้งแต่ 18 ปี แต่ยังไม่ถึง 20 ปี ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง หากฝ่าฝืนจะมีความผิดตามกฎหมาย โดยวิธีการผ่าตัดแปลงเพศเปลี่ยนชายให้เป็นหญิง หรือเปลี่ยนหญิงให้เป็นชาย  แพทย์ที่มีสิทธิกระทำการผ่าตัดศัลยกรรมแปลงเพศต้องผ่านการอบรมหลักสูตร หรือมีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในการทำศัลยกรรมแปลงเพศ และต้องได้รับการรับรองจากแพทยสภาแล้วเท่านั้น

ส่วนเด็กและวัยรุ่นอายุน้อยกว่า 18 ปี ที่ประสบปัญหาภาวะความไม่พอใจในเพศของตนเอง ควรหาทางออกจากความทุกข์ภายใต้การดูแล ความเข้าอกเข้าใจ การให้กำลังใจจากครอบครัวและบุคคลใกล้ชิด การให้คำปรึกษาจากพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือเข้ารับการบำบัดภายใต้การดูแลของแพทย์ เช่น การบำบัดแบบครอบครัว การบำบัดเชิงจิตวิทยารายบุคคล หรือการรับฮอร์โมนบำบัดอย่างเหมาะสมภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์

ผู้ที่สามารถผ่าตัดแปลงเพศได้

ผู้ที่สามารถเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศได้ ต้องได้รับการอนุมัติหรือเห็นควรจากจิตแพทย์แล้วว่าเป็นผู้ที่มีภาวะความไม่พอใจในเพศของตนเอง (Gender Dysphoria หรือที่ในอดีตใช้คำว่า Gender Identity Disorder) ซึ่งเป็นภาวะที่ผู้ป่วยเกิดความทุกข์ใจจากเพศสภาพในปัจจุบันของตนเอง และมีความรู้สึกอยากเป็นเพศตรงข้าม

ก่อนผ่าตัดแปลงเพศ

ผู้เข้ารับการแปลงเพศต้องไปพบจิตแพทย์เพื่อเข้ารับการประเมิน โดยต้องผ่านการประเมินและได้รับการรับรองจากจิตแพทย์ 2 ท่านก่อน ว่าเป็นผู้ที่มีภาวะความไม่พอใจในเพศของตนเอง และสามารถเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศได้ จากนั้น ผู้เข้ารับการแปลงเพศกับแพทย์จะปรึกษาพูดคุยทำความเข้าใจถึงขั้นตอนและการเตรียมการก่อนการผ่าตัด ความเสี่ยง ผลข้างเคียงจากการผ่าตัด และการรักษาที่เกี่ยวข้อง เช่น การใช้ฮอร์โมนเพศ

การใช้ฮอร์โมนเพศปรับสภาพร่างกาย

แพทย์อาจให้ผู้เข้ารับการแปลงเพศรับฮอร์โมนเพศด้วยการฉีดหรือการรับประทานยาฮอร์โมน โดยฮอร์โมนเพศเหล่านี้จะช่วยปรับสภาพร่างกาย เช่น ความหนาแน่นของกล้ามเนื้อ ขนตามร่างกาย ขนาดหน้าอก เพื่อให้ผู้นั้นมีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับเพศที่ต้องการมากขึ้น

การใช้ฮอร์โมนจะค่อย ๆ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพภายในเวลาประมาณ 1 เดือน และอาจเห็นผลได้ชัดเจนที่สุดหลังรับฮอร์โมนภายในเวลาเต็มที่ 5 ปี อย่างไรก็ตาม การใช้ฮอร์โมนควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อป้องกันและระวังไม่ให้ใช้ฮอร์โมนมากเกินไปจนเกิดผลข้างเคียงได้ ซึ่งความเสี่ยงเหล่านั้น ได้แก่ น้ำหนักเพิ่ม ความดันโลหิตสูง ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ภาวะอาการป่วยที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ ภาวะมีบุตรยาก การเกิดลิ่มเลือดอุดตัน เป็นต้น

ผู้ชายที่อยากเป็นผู้หญิง

จะได้รับฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจน (Estrogen) เพื่อเสริมบุคลิกภาพให้มีความเป็นหญิงมากขึ้น เช่น เสริมสร้างรูปร่างให้มีทรวดทรงของความเป็นหญิงมากขึ้น ลดความหนาแน่นและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ เพิ่มขนาดเต้านม ทำให้ขนตามใบหน้าและร่างกายเบาบางและเจริญเติบโตช้าลง ลดระดับฮอร์โมนเพศชายลง

ผู้หญิงที่อยากเป็นผู้ชาย

จะได้รับฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเทอโรน (Testosterone) เพื่อเสริมบุคลิกภาพให้มีความเป็นชายมากขึ้น เช่น ทำให้เสียงทุ้มขึ้น เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ เพิ่มการเจริญเติบโตของขนบนใบหน้าและตามร่างกายที่แสดงออกถึงความเป็นชาย และเพิ่มขนาดของปุ่มกระสันที่อวัยวะเพศหญิง หรือที่เรียกว่า คลิตอริส (Clitoris)

จากนั้น เมื่อแพทย์นัดหมายวันเพื่อทำการผ่าตัด ผู้เข้ารับการแปลงเพศควรจัดการตารางเวลา งาน หรือสิ่งที่ต้องทำให้ดี เพื่อเตรียมตัวสำหรับการผ่าตัดและการพักฟื้นตัวหลังผ่าตัด และควรแจ้งญาติหรือบุคคลใกล้ชิดทราบก่อนเข้ารับการผ่าตัดก่อนเสมอ

ขั้นตอนในการผ่าตัดแปลงเพศ

การผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิง: ผู้หญิงข้ามเพศ

ประกอบด้วยการผ่าตัดหลายส่วนหลายขั้นตอน ในส่วนอวัยวะสืบพันธุ์ เป็นการผ่าตัดนำองคชาตและอัณฑะออกไปก่อน (การผ่าตัด Penectomy และ Orchidectomy) แล้วแพทย์จะนำเนื้อเยื่อบริเวณองคชาตและเนื้อที่เป็นถุงอัณฑะมาสร้างเป็นเนื้อบริเวณช่องคลอดและแคมอวัยวะเพศ (การผ่าตัด Vaginoplasty และ Vulvoplasty) รวมทั้งสร้างปุ่มกระสันและทำให้ปุ่มกระสันที่สร้างขึ้นใหม่นั้นสามารถรับความรู้สึกได้จริง (การผ่าตัด Clitoroplasty) จากนั้นจึงตัดแต่งท่อปัสสาวะให้สั้นลงแล้วจัดให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม โดยในกรณีที่เนื้อจากองคชาตและอัณฑะเกิดการหดตัวจากการใช้ฮอร์โมน ทำให้มีเนื้อเยื่อไม่เพียงพอต่อการสร้างเนื้อเยื่อช่องคลอด แพทย์อาจใช้เนื้อเยื่อจากลำไส้บางส่วนร่วมด้วย สุดท้ายแล้ว อวัยวะที่ถูกสร้างขึ้นมาจะมีรูปร่างลักษณะเหมือนอวัยวะเพศหญิงและสามารถรู้สึกรับสัมผัสได้จริง

นอกจากนี้ อาจเข้ารับการผ่าตัดเสริมหน้าอกหรือศัลยกรรมอวัยวะส่วนต่าง ๆ บนใบหน้าด้วย เพื่อเสริมทรวดทรงสรีระและลักษณะทางกายภาพให้มีความเป็นผู้หญิงมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกรายที่จะผ่าตัดแปลงเพศอย่างครบวงจร บางรายอาจมีข้อจำกัดทางร่างกาย หรืออาจมีความต้องการเพียงให้แพทย์ผ่าตัดนำองคชาตและอัณฑะออกไปเท่านั้น โดยไม่ต้องผ่าตัดสร้างอวัยวะเพศหญิงและช่องคลอด

การผ่าตัดแปลงเพศจากหญิงเป็นชาย: ผู้ชายข้ามเพศ

เป็นการผ่าตัดอวัยวะหลายส่วน ทั้งอวัยวะภายนอกและภายใน เนื่องจากอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิงเกี่ยวเนื่องกับระบบสืบพันธุ์ภายในที่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์และการมีประจำเดือน ดังนั้น การแปลงเพศจากหญิงเป็นชาย จึงต้องมีการผ่าตัดนำมดลูก (การผ่าตัด Hysterectomy) ท่อนำไข่และรังไข่ (การผ่าตัด Salpingo-oophorectomy) รวมถึงผ่าตัดเต้านมทั้ง 2 ข้างออกไป (การผ่าตัด Bilateral Mastectomy)

ในส่วนของการสร้างอวัยวะเพศชาย อาจใช้วิธีการใดวิธีหนึ่ง ดังต่อไปนี้

  • แบบฟาลโลพลาสตี (Phalloplasty) เป็นการผ่าตัดนำเนื้อเยื่อบริเวณอวัยวะเพศหญิงเดิม หรือเนื้อบริเวณอื่น เช่น เนื้อต้นแขนด้านใน เนื้อผนังช่องท้องด้านล่าง ไปสร้างเป็นองคชาต
  • แบบเมตตอยดิโอพลาสตี (Metoidioplasty) หลังให้ฮอร์โมนกับผู้เข้ารับการแปลงเพศ ปุ่มกระสัน (คลิตอริส) จะมีขนาดใหญ่ขึ้น จากนั้นแพทย์จะผ่าตัดนำเนื้อบริเวณคลิตอริสและอวัยเพศหญิงเดิมไปสร้างเป็นองคชาต
ผู้ป่วยสามารถตัดสินใจเลือกวิธีการผ่าตัดเลือกองคชาตได้ตามความต้องการ โดยศึกษาวิธีการ ผลดี ผลเสีย และจุดประสงค์ในการผ่าตัด เนื่องจากวิธีเมตตอยดิโอพลาสตีจะเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่าแบบฟาลโลพลาสตี แต่อวัยวะเพศชายที่สร้างขึ้นใหม่จะมีขนาดเล็กและอาจไม่สามารถใช้งานในการมีเพศสัมพันธ์ได้ ส่วนวิธีการแบบฟาลโลพลาสตี แม้จะสามารถสร้างอวัยวะได้ตามขนาดที่ต้องการ แต่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่า

อย่างไรก็ดี ในการผ่าตัดสร้างอวัยวะเพศชายใหม่ แพทย์จะผ่าตัดเส้นเลือดและเส้นประสาทเข้าไปในองคชาต ทำให้ผู้ป่วยสามารถรับรู้ความรู้สึกต่าง ๆ ได้ แม้อาจไม่สามารถใช้อวัยวะในกิจกรรมทางเพศได้อย่างเต็มที่ก็ตาม แต่ผู้ป่วยยังคงสามารถมีความสุขและความพึงพอใจทางเพศได้เช่นเดิม และแพทย์จะผ่าตัดต่อท่อปัสสาวะเข้าไปในองคชาต เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถปัสสาวะผ่านองคชาตได้

หลังจากนั้น แพทย์อาจทำการผ่าตัดฝังอวัยวะเทียมเพื่อช่วยให้องคชาติแข็งตัว (Penile Implant) และผ่าตัดสร้างอัณฑะจากเนื้อเยื่อบริเวณแคมอวัยวะเพศหญิงเดิม ซึ่งวิธีเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความต้องการและการตัดสินใจของผู้ป่วย ว่าต้องการมีอวัยวะเสมือนเพศชายครบทั้งหมดหรือไม่

ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมอวัยวะส่วนต่าง ๆ บนใบหน้าด้วยเช่นกัน เพื่อเสริมลักษณะทางกายภาพให้มีความเป็นชายมากที่สุด ซึ่งเป็นดุลยพินิจและความต้องการส่วนบุคคล

การดูแลตนเอง และการใช้ชีวิตหลังการผ่าตัดแปลงเพศ

หลังการผ่าตัด เมื่อผู้ป่วยฟื้นตัวจากยาสลบ อาจยังมีผลข้างเคียงจากยา เกิดอาการมึนงง หรือคลื่นไส้อาเจียน และเกิดความเจ็บปวดบริเวณแผลผ่าตัด ผู้ป่วยต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด จนแพทย์ลงความเห็นให้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้านได้

เมื่อผู้ป่วยกลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และแนวทางดังต่อไปนี้

  • รับประทานยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด และรับประทานยาแก้ปวดในปริมาณที่เหมาะสมเมื่อเกิดความเจ็บปวดจากแผลผ่าตัด
  • เคลื่อนไหวร่างกาย ลุกเดิน เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
  • ดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ติดตามผลการรักษากับแพทย์ ไปพบแพทย์ตามนัดหมายเสมอ
  • ซักถามแพทย์เมื่อมีข้อสงสัย หรือไปพบแพทย์เมื่อพบอาการข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนใด ๆ หลังการผ่าตัด
  • หากมีผลข้างเคียงเป็นอาการหรือความรู้สึกวิตกกังวลและซึมเศร้า เกี่ยวกับการปรับตัว รู้สึกแปลกแยก หรือมีความกลัวที่จะไม่เป็นที่ยอมรับ ผู้ป่วยควรปรึกษาอาการกับคนในครอบครัว บุคคลใกล้ชิดที่ไว้วางใจ พูดคุยกับแพทย์ หรือจิตแพทย์ เพื่อเข้ารับการบำบัดรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจที่ต้องการเปลี่ยนเป็นเพศตรงข้าม โดยมองเรื่องการมีเพศสัมพันธ์เป็นประเด็นรองลงมา อย่างไรก็ดี หลังผ่าตัดแปลงเพศแล้ว หากอวัยวะต่าง ๆ ฟื้นตัวเต็มที่ และร่างกายของผู้ป่วยกลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ตามปกติ ผู้ป่วยก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ด้วยอวัยวะเพศที่สร้างขึ้นใหม่ได้ตามปกติ

ความเสี่ยงในการผ่าตัดแปลงเพศ

แปลงเพศจากชายเป็นหญิง

  • อาจเกิดเนื้อเยื่อตายบริเวณช่องคลอดและเนื้ออวัยวะเพศหญิงที่สร้างขึ้นใหม่ จากเนื้อองคชาตและถุงอัณฑะ
  • อาจเกิดท่อปัสสาวะแคบและอุดตันทางเดินปัสสาวะ
  • อาจเกิดแผลทะลุ หรือเนื้อเยื่อทะลุบริเวณกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ หรือช่องคลอด
แปลงเพศจากหญิงเป็นชาย
  • อาจเกิดเนื้อเยื่อตายบริเวณองคชาตที่สร้างขึ้นใหม่
  • อาจเกิดท่อปัสสาวะแคบและอุดตันทางเดินปัสสาวะได้เช่นกัน
  • อาจเกิดแผลทะลุ หรือเนื้อเยื่อทะลุในระบบทางเดินปัสสาวะ