ข้ามไปที่เนื้อหา
Pobpad
ยา A-Z

เอนเทคคาเวียร์ (Entecavir)

อัปเดตล่าสุด 27 เม.ย. 2565

Entecavir (เอนเทคคาเวียร์) เป็นยาต้านไวรัสที่ใช้รักษาโรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี (Hepatitis B) ชนิดเรื้อรังในผู้ใหญ่และเด็กอายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไปที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 10 กิโลกรัม โดยยาจะออกฤทธิ์ลดจำนวนไวรัสตับอักเสบ บี (Hepatitis B Virus) และช่วยให้สุขภาพตับดีขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ยานี้เป็นเพียงวิธีการรักษาที่ช่วยยับยั้งไวรัสเท่านั้น จึงไม่สามารถรักษาผู้ป่วยให้หายขาดได้ และแพทย์อาจใช้ยานี้ในการรักษาโรคหรือภาวะผิดปกติอื่น ๆ ในบางกรณี ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

เอนเทคคาเวียร์ (Entecavir)

เกี่ยวกับยา Entecavir

กลุ่มยา กลุ่มยาเอ็นอาร์ทีไอ (Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors: NRTIs)
ประเภทยา ยาตามใบสั่งแพทย์
สรรพคุณ รักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ชนิดเรื้อรัง
กลุ่มผู้ป่วย เด็กอายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป และผู้ใหญ่
รูปแบบของยา ยาเม็ด และยาน้ำ
การใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์และผู้ให้นมบุตร Category C จากการศึกษาในสัตว์พบว่า ทำให้เกิดความผิดปกติต่อตัวอ่อนในครรภ์สัตว์ แต่ไม่มีการศึกษาในมนุษย์ หรือไม่มีข้อมูลเพียงพอในการศึกษาทดลองในมนุษย์และสัตว์ ควรใช้ยาเมื่อพิจารณาแล้วว่า มีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ ดังนั้น ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตรควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้ยา Entecavir

คำเตือนในการใช้ยา Entecavir

เพื่อความปลอดภัยในการใช้ยา ผู้ป่วยควรระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

  • แจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้งหากมีประวัติแพ้ยาต่าง ๆ โดยเฉพาะยา Entecavir และยาต้านไวรัสชนิดอื่น อย่างยาลามิวูดีน (Lamivudine) หรือยาเทวบิวูดีน (Telbivudine) รวมถึงหากกำลังใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพร วิตามิน หรือยาอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ยาต้านไวรัส ยากลุ่มอะมิโนไกลโคไซด์ (Aminoglycosides) ยากดภูมิคุ้มกัน และยาออริสแตท (Orlistat) 
  • แจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้ยานี้ หากกำลังป่วยหรือมีประวัติป่วยเป็นโรคไต โรคตับ มีประวัติผ่าตัดปลูกถ่ายตับ อยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวี หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับ เช่น มีภาวะอ้วน หรือใช้ยาบางชนิดที่อาจส่งผลกระทบต่อตับติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน 
  • ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) หรือป่วยเป็นโรคเอดส์ (AIDs) ที่ไม่ได้รับการรักษาโดยแพทย์ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้ยานี้ เนื่องจากการใช้ยารักษาโรคไวรัสตับอักเสบ บี ชนิดเรื้อรัง อาจส่งผลให้ผู้ป่วยดื้อยาบางชนิดที่ใช้รักษาการติดเชื้อเอชไอวีหรือโรคเอดส์ได้
  • ผู้ป่วยที่มีประวัติใช้ยารักษาไวรัสตับอักเสบ บีชนิดอื่น ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้ยานี้
  • ห้ามใช้ยา Entecavir ในผู้ที่กำลังตั้งครรภ์และอยู่ในช่วงให้นมบุตร และหากตั้งครรภ์ระหว่างใช้ยานี้ ควรรีบแจ้งให้แพทย์ทราบ
  • ผู้ป่วยที่ใช้ยานี้ยังคงมีความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีอยู่ ดังนั้น ผู้ป่วยต้องใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง รวมถึงห้ามใช้มีดโกนหนวด กรรไกรตัดเล็บ และแปรงสีฟันร่วมกับผู้อื่น
  • ผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดหรือทำฟันขณะใช้ยานี้ควรแจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบก่อน
  • ยา Entecavir อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเวียนศีรษะได้ โดยเฉพาะผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ดังนั้น ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และการทำกิจกรรมที่ต้องตื่นตัวตลอดเวลาขณะใช้ยานี้

ปริมาณการใช้ยา Entecavir

ปริมาณและระยะเวลาในการใช้ยา Entecavir เพื่อรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ บี ชนิดเรื้อรัง จะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ความรุนแรงของโรค และความเหมาะสมต่อผู้ป่วย

ในกรณีผู้ใหญ่ที่ไม่มีอาการและไม่เคยใช้ยาในกลุ่มนิวคลีโอไซด์ แพทย์จะให้รับประทานยาวันละ 0.5 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง แต่สำหรับผู้ป่วยมีภาวะดื้อยา ใช้ยาลามิวูดีนร่วมด้วย หรือมีอาการรุนแรง แพทย์จะให้รับประทานยาวันละ 1 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง

ในกรณีเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป และมีน้ำหนักตัวตั้งแต่ 10 กิโลกรัมขึ้นไปที่ไม่มีอาการและไม่เคยใช้ยาในกลุ่มนิวคลีโอไซด์ แพทย์จะให้รับประทานยาวันละ 0.015 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม วันละ 1 ครั้ง โดยปริมาณยาสูงสุดจะไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัมต่อวัน แต่สำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยาลามิวูดีนร่วมด้วย แพทย์จะให้รับประทานยาวันละ 0.03 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม วันละ 1 ครั้ง โดยปริมาณยาสูงสุดจะไม่เกิน 1 มิลลิกรัมต่อวัน

การใช้ยา Entecavir

ผู้ที่ใช้ยา Entecavir ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และไม่ควรหยุดใช้ยาเองแม้อาการจะดีขึ้น เนื่องจากการหยุดใช้ยาเองอาจส่งผลให้ผู้ป่วยอาการแย่ลง และผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตามอาการและตรวจการตอบสนองต่อยาเป็นระยะ   

ในการรับประทานยา Entecavir ผู้ป่วยควรรับประทานยาขณะท้องว่าง โดยอาจเลือกรับประทานช่วง 2 ชั่วโมงก่อนหรือหลังรับประทานอาหาร แต่ควรกำหนดเวลารับประทานเป็นช่วงเวลาเดียวกันทุกวัน หากลืมรับประทานยาในเวลาที่กำหนด ให้รีบรับประทานยาทันที แต่หากใกล้ถึงเวลาในรอบถัดไป ให้ข้ามไปรับประทานในรอบถัดไปโดยไม่ต้องเพิ่มปริมาณยาเป็นสองเท่า และแจ้งให้แพทย์ทราบหากลืมรับประทานยาบ่อย ๆ

สำหรับผู้ป่วยที่รับประทานยาชนิดน้ำ ให้ผู้ป่วยใช้อุปกรณ์สำหรับตวงยาที่มากับผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะ เพื่อป้องกันการรับประทานยาเกินขนาด และไม่ควรผสมยากับน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มอื่น ๆ โดยหลังจากใช้อุปกรณ์ตวงยา ให้ล้างอุปกรณ์ด้วยน้ำสะอาดทุกครั้ง

การเก็บรักษายา Entecavir ควรเก็บยาให้พ้นมือเด็ก เก็บยาไว้ในบรรจุภัณฑ์เดิม หลีกเลี่ยงความร้อนและความชื้น และไม่ควรใช้ยาหากยาหมดอายุ

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Entecavir

ยา Entecavir อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดผลข้างเคียงบางอย่าง เช่น เวียนศีรษะ ง่วงซึม ปวดศีรษะ มีไข้ อ่อนเพลีย ท้องเสีย ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน อาหารไม่ย่อย นอนไม่หลับ ซึ่งผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากพบอาการข้างต้นและอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง

ในบางกรณี ผู้ที่ใช้ยานี้ โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและผู้หญิง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงซึ่งควรได้รับการรักษาโดยแพทย์ทันที อย่างภาวะเลือดเป็นกรด (Lactic Acidosis) โดยอาการที่เป็นสัญญาณให้รีบไปพบแพทย์ เช่น ปวดกล้ามเนื้อ รู้สึกหนาว หายใจลำบาก เวียนศีรษะ หน้ามืด อ่อนเพลีย อาเจียน ปวดท้อง หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ 

นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรหยุดใช้ยาและไปพบแพทย์ทันที หากพบผลข้างเคียงบางอย่างที่มีความรุนแรงหลังจากใช้ยา Entecavir เช่น

  • อาการแพ้ยา เช่น ผื่นขึ้น หายใจลำบาก เวียนศีรษะขั้นรุนแรง หรือมีอาการบวมบริเวณใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น และลำคอ 

อาการผิดปกติเกี่ยวกับตับ เช่น อาการบวมบริเวณหน้าท้อง คลื่นไส้ ปวดท้อง เบื่ออาหาร ปัสสาวะมีสีเข้ม อุจจาระมีสีซีด ผิวหนังและดวงตาเป็นสีเหลือง

หัวข้อสนทนาที่เกี่ยวข้อง

อัลตราซาวด์ พบเป็นไขมันพอกตับ แล้วเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบีอยู่ อันตรายไหม

โดย Arunrat Samranphan

Ultrasound of the upper abdomen Result: - The liver is normal in size and diffuse increased echogenicity without focal lesion. - The portal and hepatic veins are patent. No IHD…

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 3 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

ไวรัสตับอักเสบบี

โดย sqweed

สามีเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี ดิฉันได้รับวัคซีนครบแล้วและได้ตรวจว่ามีภูมิขึ้นปกติ อยากทราบว่าหากมีเพศสัมพันธุ์โดยไม่ป้องกัน(เนื่องจากอยากมีลูก) ดิฉันมีโอกาสติดเชื้อจากสามีหรือไม่คะ

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 9 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

เพิ่มเติม