รักษาปัญหาสายตาด้วยเลสิก

เลสิก (LASIK: Laser-Assisted In-Situ Keratomileusis) คือวิธีการผ่าตัดกระจกตาด้วยการใช้แสงเลเซอร์ปรับรูปร่างความโค้งของกระจกตา เพื่อให้แสงหักเหและตกกระทบบนจอประสาทตา ทำให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น เป็นการรักษาที่ส่งผลในระยะยาวสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางสายตา ทั้งสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง เพื่อให้ผู้ป่วยไม่ต้องสวมใส่แว่นสายตาหรือคอนแทคเลนส์อีกต่อไป หรือลดระดับความจำเป็นในการใช้อุปกรณ์เหล่านั้นเพื่อช่วยในการมองเห็น

เลสิก

เลสิก ใช้ในกรณีใด ?

เลสิก เป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาผู้ที่มีปัญหาทางสายตา ผู้ป่วยที่จะเข้ารับการรักษาด้วยการทำเลสิก ต้องเป็นผู้ที่มีปัญหาทางสายตา ดังนี้

  • สายตาสั้น (Myopia) คือผู้ป่วยมีลูกนัยน์ตายาวกว่าปกติ หรือมีกระจกตาที่โค้งมากเกินไป เป็นเหตุให้แสงตกกระทบโฟกัสที่ด้านหน้าจอประสาทตา จึงทำให้มองเห็นวัตถุที่อยู่ไกลเป็นภาพเบลอ แต่จะมองเห็นวัตถุที่อยู่ใกล้ได้ชัดเจน
  • สายตายาว (Hyperopia) คือผู้ป่วยมีลูกนัยน์ตาสั้นกว่าปกติ หรือมีกระจกตาแบน เป็นเหตุให้แสงตกกระทบโฟกัสที่ด้านหลังจอประสาทตา จึงทำให้มองเห็นวัตถุที่อยู่ใกล้เป็นภาพเบลอ
  • สายตาเอียง (Astigmatism) คือผู้ป่วยมีการหักเหของแสงที่ตกกระทบโฟกัสที่จอประสาทตาไม่เรียบสม่ำเสมอในระนาบเดียวกัน ทำให้มองเห็นภาพไม่ชัดเจน
ข้อบ่งชี้ในการทำเลสิก

ผู้ที่ต้องการทำเลสิก ต้องได้รับการอนุญาตและเห็นชอบจากแพทย์ โดยแพทย์จะพิจารณาตามกรณีต่อไปนี้

  • ผู้ป่วยต้องการรักษาปัญหาทางสายตาในระยะยาวด้วยการทำเลสิก แทนการใช้แว่นสายตาหรือคอนแทคเลนส์ และผู้ป่วยเป็นผู้ที่มีปัญหาทางสายตาที่สมควรแก่การรักษาด้วยการทำเลสิก
  • ผู้ป่วยควรมีอายุ 21 ปีขึ้นไป หรือตามดุลยพินิจของแพทย์ที่เห็นสมควร และควรเป็นผู้ที่ไม่มีการเปลี่ยนยารักษาอาการใด ๆ ในระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี เพื่อไม่ให้มีผลต่อกระทบต่อการรักษาด้วยเลสิก
เตรียมการก่อนทำเลสิก
  • การตัดสินใจ ก่อนทำเลสิก จักษุแพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยที่มีปัญหาทางสายตาใส่แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ ซึ่งเป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าและมีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพน้อยกว่าก่อน หากผู้ป่วยตัดสินใจจะทำการผ่าตัดรักษา แพทย์จะพิจารณาและตัดสินใจร่วมกับผู้ป่วย ด้วยการพูดคุยถึงข้อดี ข้อเสีย ขั้นตอน วิธีการ ผลการรักษา ค่าใช้จ่ายในการทำเลสิก
  • การตรวจดวงตาก่อนการผ่าตัด แพทย์จะซักประวัติการเจ็บป่วย การรักษา และทำการตรวจดวงตาว่าผู้ป่วยมีสัญญาณต่อไปนี้หรือไม่
    • ตาติดเชื้อ หรืออักเสบ
    • ตาแห้ง
    • รูม่านตาขยายใหญ่
    • ความดันตาสูง
    • มีภาวะเจ็บป่วยอื่น ๆ บริเวณดวงตา
จากนั้น แพทย์จะตรวจวัดสายตา ตรวจดูเส้น ความหนา และลักษณะของกระจกตา รวมถึงตรวจหาความผิดปกติใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับดวงตา เพื่อคำนวณและระบุจุดที่ควรทำเลสิกด้วยการใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ระนาบคลื่นแสง (Wavefront-Guided Technology) เพื่อให้จักษุแพทย์เห็นภาพดวงตาที่มีความละเอียดสูงก่อนทำการผ่าตัดนำเนื้อเยื่อกระจกตาที่ระบุไว้ออกไปได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัด

  • เลิกใส่คอนแทคเลนส์ ต้องงดใช้คอนแทคเลนส์ก่อนทำเลสิกอย่างน้อย 3 สัปดาห์ เพื่อป้องกันไม่ใช้คอนแทคเลนส์มีผลกระทบต่อกระจกตา โดยในระหว่างนี้ผู้ป่วยควรสวมแว่นสายตาแทน
  • งดใช้เครื่องสำอางตกแต่งบริเวณดวงตา ไม่ใช้เครื่องสำอาง ครีม โลชั่น หรือน้ำหอมใด ๆ ทาบริเวณรอบดวงตา ทั้งก่อนวันผ่าตัด 1 วัน และในวันที่นัดหมายทำการผ่าตัด เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อหลังการผ่าตัด
  • งดทำผมหรือใช้เครื่องประดับบนศีรษะ ผู้ป่วยต้องไม่ตกแต่งทรงผมหรือใช้เครื่องประดับใด ๆ ที่จะกระทบต่อการวางตำแหน่งของศีรษะในขณะใช้เครื่องมือเลเซอร์
  • การรับประทานอาหาร ควรรับประทานอาหารมื้อเบา ๆ ในวันที่จะทำการผ่าตัด และรับประทานยาตามที่แพทย์กำหน
  • เตรียมค่าใช้จ่าย การทำเลสิก เป็นวิธีการรักษาทางเลือก จึงไม่มีงบประมาณสนับสนุนจากทางภาครัฐ หรือสวัสดิการในภาคสังคม ผู้ป่วยที่ตัดสินใจทำเลสิกจึงต้องเตรียมค่ารักษามาด้วยตนเอง ซึ่งค่าใช้จ่ายในการทำเลสิกในประเทศไทยโดยประมาณอยู่ที่ 60,000-100,000 บาท
  • เตรียมร่างกายให้พร้อม หากเจ็บป่วยกะทันหัน หรือรู้สึกไม่สบายในวันที่นัดหมายผ่าตัด ควรปรึกษากับแพทย์ว่าควรเลื่อนการผ่าตัดออกไปหรือไม่ อย่างไร
  • เตรียมการหลังผ่าตัด ให้ญาติหรือบุคคลใกล้ชิดมารับกลับบ้าน เพราะนอกจากต้องพักรักษาดวงตาแล้ว อาจมีผลข้างเคียงจากการใช้ยาก่อนการผ่าตัดด้วย
ขั้นตอนการผ่าตัด
  • การให้ชา แพทย์จะให้ยาชาเฉพาะที่ในรูปแบบยาหยอดตา และแพทย์จะทำการผ่าตัดหลังยาชาออกฤทธิ์
  • วิธีการผ่าตัด ในการทำเลสิก จักษุแพทย์จะใช้เครื่องมือยึดเปิดเปลือกตา แล้วใช้เครื่องไมโครเคอราโตม (Microkeratome) ซึ่งเป็นการผ่าตัดแยกชั้นกระจกตาด้วยใบมีด หรือใช้เครื่องเฟมโตเซเคินเลเซอร์ (Femtosecond Laser) ซึ่งเป็นการผ่าตัดแยกชั้นกระจกตาด้วยแสงเลเซอร์ ผู้ป่วยต้องมองโฟกัสไปที่แสง ซึ่งจะช่วยให้ดวงตาอยู่กับที่ในระหว่างที่แพทย์ใช้เลเซอร์ตัดกระจกตา แผ่นกระจกตาจะถูกลอกออกมา จักษุแพทย์จะใช้เครื่องมือทำให้แผ่นกระจกตาเป็นรูปร่างตามที่วางแผนรักษาไว้ แล้วใส่กลับเข้าไปที่เดิม ทั้งนี้เพื่อให้แสงสามารถตกกระทบลงบนจอประสาทตา จนผู้ป่วยสามารถมองเห็นภาพต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน
  • เวลาที่ใช้ในการผ่าตัด การทำเลสิกใช้เวลาโดยประมาณ 30 นาที
  • เวลาที่ใช้ในการฟื้นตัว หลังการผ่าตัด ดวงตาจะสามารถมองเห็นภาพได้ชัดเจน และอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหลังการผ่าตัดจะดีขึ้นและหายไปภายใน 2-3 วัน โดยทัศนวิสัยในการมองเห็นจะคงที่และดวงตาจะฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ภายในประมาณ 2-3 เดือนหลังการผ่าตัด โดยขึ้นอยู่กับทัศนวิสัยในการมองเห็นของผู้ป่วยก่อนการรักษาด้วย
การดูแลดวงตาหลังการผ่าตัด
  • การใช้ยา หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยอาจมีอาการ เช่น มองเห็นเป็นภาพเบลอ ตาพร่ามัว คันตา น้ำตาไหลหรือตาแห้ง แสบตา และเจ็บปวดบริเวณดวงตาจากการผ่าตัด แพทย์จะจ่ายยาแก้ปวดบรรเทาอาการปวด และยาหยอดตาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา ป้องกันการอักเสบและการติดเชื้อ ในขณะที่ใช้ยาหยอดตาอาจทำให้ผู้ป่วยแสบตาหรือมองเห็นภาพเบลอเล็กน้อย โดยผู้ป่วยห้ามใช้ยาอื่นหยอดตานอกเหนือจากยาที่แพทย์สั่งเท่านั้น
  • การดูแลตนเองที่บ้าน
    • ผู้ป่วยต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยาและการดูแลตนเองอย่างเคร่งครัด และปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับระยะเวลาที่เหมาะสมในการฟื้นตัวกลับมาทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ
    • แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยใช้ที่ครอบตาในขณะนอนหลับจนกว่าดวงตาจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติ
    • หลีกเลี่ยงการใช้ครีมและเครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตาภายใน 2-3 สัปดาห์หลังผ่าตัด
    • หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำ หรือทำกิจกรรมและการเล่นกีฬาที่ต้องใช้กำลังหลังการผ่าตัดประมาณ 1 เดือน
    • หลีกเลี่ยงการแช่อยู่ในน้ำอุ่นหลังการผ่าตัดประมาณ 1 เดือน
  • การติดตามผล ผู้ป่วยต้องมาพบจักษุแพทย์ตามนัดหมายทุกครั้ง โดยแพทย์จะนัดครั้งแรกใน 1-2 วันหลังการผ่าตัด และนัดหมายเป็นระยะในช่วง 6 เดือนแรกหลังการผ่าตัด เพื่อตรวจดูอาการ ผลการรักษา และเฝ้าระวังภาวะติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้นได้
ข้อดี-ข้อเสีย ของการทำเลสิก
  • ข้อดี
    • เป็นวิธีการรักษาที่รวดเร็วและสร้างความเจ็บปวดเพียงเล็กน้อย และผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องใช้ผ้าพันแผลปิดตาหลังการผ่าตัดเลสิก
    • ทัศนวิสัยในการมองเห็นจะกลับมาภายในเวลาอันรวดเร็วหลังการผ่าตัด ประมาณ 1-2 วัน
    • ผู้ป่วยสามารถมีทัศนวิสัยในการมองเห็นที่ดีขึ้นหลังการรักษาด้วยเลสิก
    • หลังทำเลสิกแล้วสามารถทำซ้ำได้หากสายตาเปลี่ยนเมื่ออายุมากขึ้น
    • ผู้ป่วยที่ผ่านการทำเลสิกสามารถลดระดับความจำเป็นในการใช้แว่นสายตาและคอนแทคเลนส์ลง และผู้ป่วยจำนวนมากก็ไม่จำเป็นต้องใช้แว่นสายตาหรือคอนแทคเลนส์อีกต่อไป
  • ข้อเสีย
    • การทำเลสิกเป็นการใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนในการผ่าตัด อาจมีข้อผิดพลาดในขณะที่แพทย์ตัดและตกแต่งกระจกตา ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาในการมองเห็นอย่างถาวร
    • การทำเลสิกอาจทำให้สูญเสียทัศนวิสัยในการมองเห็นที่ดีที่สุด ซึ่งเกิดจากการสวมใส่แว่นสายตาและการใช้คอนแทคเลนส์ ที่สามารถกำหนดเลนส์สายตาได้อย่างแน่ชัด
    • มีผลข้างเคียงหลังการทำเลสิกและความเสี่ยงจากการทำเลสิก
ผลข้างเคียงหลังการทำเลสิก

หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยอาจเผชิญกับผลข้างเคียงอย่างการมองเห็นเป็นภาพเบลอ ตาพร่ามัว คันตา น้ำตาไหลหรือตาแห้ง แสบตา และเจ็บปวดบริเวณดวงตาจากการผ่าตัด ซึ่งอาการจะดีขึ้นภายใน 1-2 วัน

นอกเหนือจากอาการดังกล่าวข้างต้น ผู้ป่วยอาจมีอาการข้างเคียงอื่นที่พบได้น้อย เช่น

  • มองเห็นแสงจ้ากว่าปกติ
  • มองเห็นแสงกระจายเป็นแฉก
  • สายตาไม่แน่นอน มองเห็นไม่คงที่
  • ขับรถยากขึ้นในตอนกลางคืน ความสามารถในการขับขี่ยานพาหนะลดลง
ความเสี่ยงจากการทำเลสิก
  • ตาแห้ง การผลิตน้ำตาลดลงหลังการทำเลสิกอย่างชั่วคราวประมาณ 6 เดือนหลังการผ่าตัด หรืออาจนานกว่านั้น ซึ่งจะลดความสามารถในการมองเห็นได้ โดยสามารถรักษาดูแลได้ด้วยการใช้ยาหยอดตาตามที่แพทย์สั่ง
  • สายตาขาด เกิดจากการนำเนื้อเยื่อกระจกตาออกไปน้อยเกินไป ทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นหลังการผ่าตัดไม่ชัดเจนอย่างที่ผู้ป่วยคาดหวัง ซึ่งสามารถทำการผ่าตัดแก้ไขได้ในภายหลัง
  • สายตาเกิน เกิดจากการนำเนื้อเยื่อกระจกตาออกไปมากเกินไป ซึ่งจะทำการแก้ไขได้ยากกว่าปัญหาสายตาขาด
  • สายตาเอียง เกิดจากเลนส์กระจกตาที่ไม่ราบเรียบสม่ำเสมอกัน แก้ได้ด้วยการผ่าตัดรักษา และการใส่แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์
  • การมองเห็นกลับไปเป็นเหมือนก่อนผ่าตัด อาจเกิดจากภาวะเจ็บป่วยต่าง ๆ เช่น แผลไม่สมานตัว ระดับฮอร์โมนไม่สมดุล หรือผู้ป่วยตั้งครรภ์
  • สูญเสียการมองเห็น หรือทัศนวิสัยในการมองเห็นเปลี่ยนแปลง อาจเกิดจากภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ
  • มองเห็นแสงจ้า แสงกระจายเป็นแฉก หรือมองเห็นภาพซ้อน มองเห็นไม่ชัดในระยะไกล ๆ เช่น มองเห็นคล้ายเป็นภาพในฝุ่น ควัน หรือหมอก
  • ปัญหาบริเวณกระจกตา เช่น อาจทำให้มีน้ำตาไหลมากเกินไป เกิดการอักเสบ เกิดการติดเชื้อ หรือเนื้อเยื่อบุผิวดวงตาเจริญเติบโตผิดปกติบริเวณกระจกตาในระหว่างการฟื้นตัวหลังผ่าตัด