ข้ามไปที่เนื้อหา
Pobpad
วัณโรค (Tuberculosis)

อาการของวัณโรค วัณโรค (Tuberculosis)

อัปเดตล่าสุด 29 พ.ค. 2566

เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อไมโคแบคทีเรียมทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium Tuberculosis) แล้ว อาจไม่มีอาการที่แสดงให้เห็นได้โดยทันที เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันจะทำหน้าที่ป้องกันการจู่โจมของเชื้อในร่างกาย ทำให้เชื้อชนิดนี้ค่อย ๆ พัฒนาไปอย่างช้า ๆ อาจจะต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกไม่สบาย และอาจจะใช้เวลานานนับเดือนไปจนถึงหลายปีกว่าอาการของโรควัณโรคจะเริ่มแสดงให้เห็น 

ทั้งนี้วัณโรคจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะใหญ่ ๆ ได้แก่

ระยะแรก (Primary TB)

ระยะนี้เป็นระยะที่แบคทีเรียเริ่มเข้าสู่ร่างกาย เซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันดักจับและกำจัดเชื้อโรคออกจากร่างกาย แต่เชื้อโรคบางชนิดอาจยังคงอยู่ในร่างกายและเพิ่มจำนวนขึ้นได้ คนส่วนมากที่สุขภาพแข็งแรงมักไม่แสดงอาการ แต่บางคนอาจอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไอ มีไข้ต่ำ และอ่อนเพลีย หากมีร่างกายไม่แข็งแรง เชื้อแบคทีเรียอาจเติบโตและพัฒนาไปสู่ระยะถัดไปได้

ระยะแฝง (Latent TB) 

ในระยะแฝงเมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อแล้วจะไม่มีอาการใด ๆ แสดงให้เห็น เนื่องจากเชื้อไม่ได้รับการกระตุ้น แต่เชื้อแบคทีเรียยังคงอยู่ในร่างกาย และสามารถก่อให้เกิดอาการจนเข้าสู่ระยะแสดงอาการได้ หากผู้ป่วยมีการตรวจพบเจอเชื้อในช่วงระยะแฝง แพทย์อาจให้เข้ารับการรักษาและควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อ รวมถึงลดความเสี่ยงที่อาการจะเข้าสู่ระยะแสดงอาการ 

ผู้ป่วยในระยะนี้กว่า 90% จะไม่มีอาการป่วยและไม่สามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ มีเพียงบางรายที่จะป่วยเป็นวัณโรค และกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่มีการพัฒนาของเชื้อจะป่วยหลังจากได้รับเชื้อภายใน 2 ปี โดยส่วนใหญ่จะเป็นเด็กและผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือบกพร่อง ส่วนที่เหลืออาจมีอาการแสดงหลังจากติดเชื้อหลายปี เช่น ผู้ป่วยเด็กอาจมีอาการแสดงในช่วงวัยผู้ใหญ่ และหากไม่ได้รับการรักษาอาจเสียชีวิตได้ภายใน 2 ปี

ระยะแสดงอาการ (Active TB)

ระยะแสดงอาการคือระยะที่เชื้อแบคทีเรียได้รับการกระตุ้นจนแสดงอาการออกมา ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ หลังจากการติดเชื้อไปจนถึงหลายปีหลังจากได้รับเชื้อ ทั้งนี้ เชื้อจะสามารถแสดงอาการได้ทั้งในปอด หรือที่ส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดขึ้นที่ปอด โดยอาการของวัณโรคที่เกิดในปอด มีดังนี้

  • มีอาการไอติดต่อกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไป
  • มีอาการไอเป็นเลือด
  • เจ็บหน้าอก โดยเฉพาะขณะหายใจหรือไอ
  • อ่อนเพลีย
  • มีอาการไข้ หนาวสั่น
  • มีอาการเหงื่อออกในเวลากลางคืน
  • น้ำหนักลดอย่างไม่มีสาเหตุ
  • ความอยากอาหารลดลง

ส่วนในกรณีที่พบได้น้อยที่เชื้อวัณโรคจะแสดงอาการกับส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เชื้อจะแสดงอาการได้กับอวัยวะหลายส่วน เช่น ต่อมน้ำเหลือง กระดูกและข้อ ระบบขับถ่าย กระเพาะปัสสาวะ ระบบสืบพันธุ์ หรือแม้แต่ระบบประสาทและสมอง โดยอาการมีดังต่อไปนี้

นอกจากนี้ หากเชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายไปยังบริเวณกระดูกสันหลัง ก็อาจทำให้เกิดอาการปวดหลัง หรือหากแพร่ไปยังไต ก็อาจทำให้เกิดอาการปัสสาวะเป็นเลือดได้อีกด้วย อย่างไรก็ดี การติดเชื้อวัณโรคที่ส่วนอื่น ๆ ของร่างกายนั้นเกิดขึ้นได้น้อย โดยมักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) และผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัด

หัวข้อสนทนาที่เกี่ยวข้อง

ถ้าหายจากวัณโรคแล้ว จะยังมีเชื้อในตัวไหม หากน้ำลายเราไปสัมผัสกับคนอื่น จะติดเชื้อไหม

โดย Thanawan Niwla

หมอค่ะ ถ้าหายจากวัณโรคแล้วเรายังมีเชื้อในตัวไหมคะแล้วน้ำลายเราถ้าหายจากวัณโรคแล้วเรายังมีเชื้อไหมคะ ถ้าน้ำลายเราไปสัมผัสกับคนอื่น เค้าจะติดหรือมีเชื้อไหมคะ

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 3 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

กินยาวัณโรคต่อมน้ำเหลือง ต่อมน้ำเหลืองจะขึ้นมาใหม่ไหม ก้อนจะยุบเมื่อไหร่

โดย Teun 'S U-Domkan

กินยาวัณโรคต่อมน้ำเหลืองมีโอกาศที่จะมีก้อนต่อมน้ำเหลืองขึ้นมาใหม่ไหมครับ แล้วมันจะยุบลงไปเมื่อไหร่ครับผม

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 3 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

เป็นวัณโรคต่อมน้ำเหลือง มีก้อนที่ไหลปลาร้ ทานยา 2 อาทิตย์ มีต่อมเพิ่มขึ้นที่คอ 2 ต่อม แบบนี้เชื้อดื้อยาไหม

โดย Chris Siriwatchara Sukcharoenlap

สวัสดีครับ ผมเป็นวัณโรคต่อมน้ำเหลือง มีก้อนที่ไหปลาร้าขนาด4cm และลามขึ้นคอ ตัดชิ้นเนื้อมาตรวจ พบว่าเป็น วัณโรคต่อมน้ำเหลือง เริ่มทานยาสูตร 4 ชนิด วันละ10เม็ดได้ 2 อาทิตย์…

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 4 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

เพิ่มเติม