ผิวไหม้แดด กับวิธีฟื้นฟูให้ผิวกลับมาสุขภาพดี

แม้ว่าทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านแล้ว แต่หากผิวเผชิญกับแดดแรงเป็นเวลานานก็อาจทำให้ผิวไหม้แดดได้ โดยผิวบริเวณที่สัมผัสแสงแดดจะค่อย ๆ เป็นรอยไหม้หลังอยู่กลางแดดที่ร้อนจ้านานกว่า 15 นาที อย่างไรก็ตาม ปัญหาผิวไหม้แดดมีทางออกและวิธีการมากมายที่ช่วยดูแลและฟื้นฟูสภาพผิวที่ไหม้เสียให้กลับมามีสุขภาพดีได้ ซึ่งสามารถศึกษาได้จากข้อมูลต่อไปนี้

ผิวไหม้แดด

เทคนิครักษาผิวไหม้แดดด้วยตนเอง

  • ทาผิวด้วยว่านหางจระเข้ จากงานวิจัยพบว่าเนื้อวุ้นใสในว่านหางจระเข้ช่วยรักษาโรคสะเก็ดเงิน โรคผิวหนังอักเสบ ผิวแห้งแตก ผิวถลอก และช่วยบรรเทาอาการผิวไหม้แดดที่ไม่รุนแรงมากได้ โดยใช้เนื้อว่านหางจระเข้ หรือเจลที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้ 100 เปอร์เซ็นต์ ทาลงบนผิวไหม้แดดเพื่อลดอาการอักเสบจากการถูกแดดเผา
  • บำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ควรใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื้นเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวลอก โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่ายทาลงบนผิวบริเวณที่ไหม้หลังอาบน้ำ ซึ่งครีมบำรุงผิวจะช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ลดอาการระคายเคือง และฟื้นฟูให้ผิวไหม้แดดหายเร็วขึ้น
  • ประคบผิวด้วยชาดอกคาโมมายล์ นอกจากจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายแล้ว ชาดอกคาโมมายล์ยังมีสรรพคุณช่วยบรรเทาผิวไหม้แดดได้อีกด้วย โดยแช่ผงชาในน้ำร้อนแล้วทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นใช้ผ้าขนหนูสะอาดจุ่มลงในน้ำชา นำผ้านั้นมาประคบผิวบริเวณที่ไหม้ แต่ผู้ที่แพ้เกสรดอกไม้ไม่ควรรักษาด้วยวิธีนี้ เพราะอาจทำให้ผิวเกิดอาการแพ้ได้    
  • แช่น้ำเย็น การใช้น้ำเย็นช่วยลดอาการอักเสบจากการสัมผัสแดดเป็นเวลานานได้ โดยอาจลองแช่ตัวในน้ำทะเลขณะพักผ่อนริมชายหาด แช่ตัวในอ่างอาบน้ำ หรือแช่ตัวในสระว่ายน้ำเพื่อบรรเทาอาการผิวไหม้แดด แต่ควรหลีกเลี่ยงสระว่ายน้ำที่มีสารคลอรีน เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคืองและเกิดการอักเสบมากกว่าเดิมได้ นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำแข็งประคบลงบนผิวบริเวณที่ไหม้แดด เนื่องจากความเย็นของน้ำแข็งจะทำลายผิวจนทำให้ผิวเสียมากขึ้น  
  • แช่ตัวในน้ำที่ผสมสารบำรุงผิว การแช่ตัวในอ่างอาบน้ำที่ผสมด้วยเบกกิ้งโซดา 2-3 ช้อนโต๊ะ หรือข้าวโอ๊ต 1 ถ้วย เป็นเวลา 15-20 นาที จะช่วยบรรเทาและฟื้นฟูผิวไหม้แดดได้ หลังขึ้นจากน้ำควรซับผิวให้แห้งเบา ๆ ด้วยผ้าขนหนูสะอาด และไม่ควรใช้เบกกิ้งโซดาหรือข้าวโอ๊ตขัดผิวโดยตรง เพราะอาจทำให้ผิวอักเสบและมีอาการแย่ลงได้ นอกจากนี้ มีงานวิจัยที่พบว่าการเจือจางน้ำส้มสายชูในอ่างอาบน้ำช่วยบรรเทาอาการแสบจากผิวไหม้แดดได้ แต่อีกงานวิจัยหนึ่งกลับระบุว่า น้ำส้มสายชูอาจทำให้อาการผิวไหม้แดดแย่ลงได้เนื่องจากน้ำส้มสายชูมีฤทธิ์เป็นกรด ดังนั้น หากไม่เคยใช้น้ำส้มสายชูกับแผลที่มีขนาดเล็กและไม่รุนแรงมาก่อน ควรหลีกเลี่ยงการรักษาผิวไหม้แดดที่มีขนาดใหญ่และมีความรุนแรงมากด้วยวิธีนี้
  • ดื่มน้ำมาก ๆ ผิวต้องการความชุ่มชื้นเพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูตนเอง ดังนั้น ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อให้เพียงพอต่อการทำงานของร่างกายและการฟื้นฟูสภาพผิว นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มบางประเภท เช่น โซดา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้อาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำได้
  • สวมเสื้อผ้าหลวม ๆ ขณะที่เซลล์ผิวกำลังซ่อมแซมตัวเองหลังไหม้แดด ควรใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ ที่ไม่รัดติดผิวมากเกินไป เพื่อให้ผิวหนังได้ฟื้นฟูสภาพผิวเต็มที่และไม่เกิดการระคายเคืองจากการเสียดสี ซึ่งวัสดุจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น เส้นใยฝ้ายหรือใยไผ่ จะช่วยป้องกันการระคายเคืองของผิวหนังบริเวณที่ไหม้แดดได้
  • ห้ามเจาะตุ่มน้ำบนผิว ตุ่มน้ำที่เกิดขึ้นจากผิวไหม้แดดจะทำหน้าที่คล้ายพลาสเตอร์ยา โดยจะช่วยป้องกันผิวด้านล่างไม่ให้เกิดการระคายเคือง ดังนั้น ควรปล่อยให้ตุ่มน้ำแตกออกเองตามธรรมชาติ หากผิวหนังที่พองออกนั้นฉีกขาด ให้ใช้ปิโตรเลียมเจลลี่ทาลงบนผิวบริเวณนั้น 2-3 ครั้ง/วัน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น แล้วปิดผิวด้วยพลาสเตอร์ อย่างไรก็ตาม ตุ่มน้ำจากผิวไหม้แดดอาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของเซลล์เม็ดสีเมลานิน ดังนั้น ควรแจ้งให้แพทย์ผิวหนังทราบหากเคยมีตุ่มน้ำพองขึ้นหลังการออกแดด และควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหามะเร็งผิวหนังเป็นประจำทุกปี
  • หลีกเลี่ยงการออกแดดจนกว่าผิวจะหายดี เนื่องจากผิวไหม้แดดจะไวต่อแสง ซึ่งทำให้ผิวบอบบางและเกิดการระคายเคืองได้ง่าย ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการออกแดกขณะมีผิวไหม้แดด หากจำเป็นต้องออกไปกลางแจ้งควรทาครีมกันแดดก่อนออกแดดเสมอ และสวมใส่เสื้อผ้าที่สามารถป้องกันแสงแดดได้ดี

ผิวไหม้แดดใช้เวลารักษาฟื้นฟูนานเท่าไร ?

ระยะเวลาที่ผิวไหม้แดดจะหายกลับมาเป็นปกตินั้นขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการด้วย ดังนี้

  • ผิวไหม้แดดที่ไม่รุนแรง จะมีอาการปวดและแดงเป็นเวลา 3-5 วัน และอาจมีผิวลอกในช่วงวันสุดท้าย เนื่องจากมีการผลัดเซลล์ผิวเพื่อสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาทดแทน
  • ผิวไหม้แดดที่รุนแรงปานกลาง จะมีอาการเจ็บหรือรู้สึกปวดมากกว่าปกติ โดยผิวหนังจะบวมแดงและรู้สึกแสบร้อนเมื่อสัมผัสโดน โดยปกติแล้วผิวไหม้แดดระดับนี้จะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ในการฟื้นฟูให้ผิวกลับมามีสภาพปกติ และผิวอาจลอกออกหลังจากหายเป็นปกติแล้วประมาณ 2-3 วัน
  • ผิวไหม้แดดที่รุนแรงมาก ผิวบริเวณที่สัมผัสกับแดดจะมีอาการแดงมากและมีตุ่มน้ำที่รู้สึกแสบร้อนเกิดขึ้น โดยผู้ที่มีผิวไหม้แดดระดับรุนแรงอาจต้องไปพบแพทย์เพื่อพักรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือนอนพักรักษาตัวที่บ้าน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์จนกว่าสภาพผิวจะฟื้นฟูเป็นปกติ

อาการผิวไหม้แดดแบบใดที่ควรไปพบแพทย์ ?

หากผิวไหม้แดดมีอาการรุนแรงมาก หรือมีอาการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้เกิดขึ้นร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาทันที

  • รู้สึกเจ็บปวด และมีผิวหนังพุพองอย่างรุนแรง
  • มีไข้
  • หนาวสั่น
  • หน้าบวม
  • เวียนศีรษะ คล้ายจะเป็นลม
  • ปวดศีรษะ
  • สับสน มึนงง
  • ปวดท้อง
  • เกิดภาวะขาดน้ำ

ผิวไหม้แดด ป้องกันได้อย่างไร ?

เคล็ดลับเหล่านี้อาจช่วยป้องกันผิวไหม้และคล้ำเสียจากแดดได้

  • ทาครีมกันแดด ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่าป้องกันแสงแดด (SPF) ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป และสามารถป้องกันได้ทั้งรังสียูวีเอ (UVA) และยูวีบี (UVB) โดยทาครีมกันแดดก่อนออกแดด 30 นาที และควรใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอแม้ในวันที่ไม่มีแดด นอกจากนี้ ควรทาครีมกันแดดซ้ำทุก ๆ 2 ชั่วโมง หรือบ่อยขึ้นหากต้องว่ายน้ำและมีเหงื่อออกมาก
  • แต่งกายมิดชิด ปกป้องผิวจากแดด เมื่อต้องออกแดด ควรป้องกันผิวสัมผัสแดดแรงด้วยการใส่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ปกปิดผิว เช่น หมวกปีกกว้าง เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว และแว่นตากันแดดที่สามารถป้องกันรังสียูวีจากแดดได้
  • เลือกช่วงเวลาในการออกแดด แสงแดดช่วงเวลา 10 โมงเช้าไปจนถึง 4 โมงเย็น เป็นช่วงเวลาที่มีแดดแรง ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการออกแดดในช่วงเวลาดังกล่าว หรือหากจำเป็นต้องออกไปข้างนอก ควรเดินในที่ร่มและทาครีมกันแดดทุกครั้ง