ถามแพทย์

  • ช่วงก่อนมีประจำเดือน จะมีท้องอืดบ่อย พอประจำเดือนมา อาการก็หาย เป็นปกติไหม

  •  Wimon
    สมาชิก
    พอดีว่า ปกติประจำเดือนจะมาช่วงวันที่5-8 แล้วพอช่วงสิ้นเดือน จะมีอาการท้องอืดอยู่บ่อยครั้ง ที่สังเกตคือประมาณสามครั้งของรอบเมนแล้ว ท้องจะป่องออกมา เดือนที่แล้วไปหาหมอทั่วไปถึงกับฉีดยาไปสองเข็ม พอประจำเดือนมาก็หายเป็นปกติ ถ่ายก็ปกติดีค่ะ บางครั้งเวลานอนก็จะรู้สึกอึดอัดจะสอบถามว่ามันเป็นอาการปกติของก่อนมีปนะจำเดือนใช่มั้ยคะ แล้วมันจะอันตรายมั้ย มันจะเป็นทุกเดือน ตลอดไปไหม แล้วยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่ เคยแต่แบบใช้นิ้วของแฟน มัน จะไม่ใช่อาการของคนท้องใช่มั้ย กังวลมากเลยคะ

    สวัสดีค่ะ คุณ Wimon,

                       อาการท้องอืด เป็นอาการที่สามารถพบได้ในช่วงก่อนมีประจำเดือนมาประมาณ 1 สัปดาห์ นอกจากนี้ ก็อาจพบอาการอื่นๆ ได้อีก เช่น เจ็บเต้านม ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ท้องผูกหรือท้องเสีย อยากทานอาหารมากกว่าปกติ น้ำหนักตัวเพิ่ม นอนไม่หลับ มีสิวขึ้น อารมณ์แปรปรวน เป็นต้น ทั้งนี้ ในแต่ละรอบของการมีประจำเดือน อาจมีอาการต่างๆ กันออกไป หรือมีอาการเดียวกัน แต่ความรุนแรงไม่เท่ากันก็ได้ อาการเหล่านี้ ไม่ได้ถือว่าอันตรายอะไรหากไม่ได้เป็นรุนแงจนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แต่หากอาการเป็นรุนแรง ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อใช้วิธีการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละอาการและแต่ละบุคคล

                       ทั้งนี้ เมื่อมีประจำเดือนมาแล้ว อาการท้องอืดได้หายไป แสดงว่าก็ไม่ได้เกิดจากสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้มีท้องอืด เช่น มีโรคกระเพาะอาหารอักเสบ มีนิ่วในถุงน้ำดี มีซีสต์หรือก้อนเนื้องอกในช่องท้อง เป็นต้น

                      การบรรเทาอาการท้องอืด ก็ควรเริ่มตั้งแต่ในช่วงใกล้มีประจำเดือนมา โดยควรงดทานอาหารที่ย่อยยาก เช่น เนื้อสัตว์ชิ้นใหญ่ งดการทานอาหารที่มีไขมันสูง เช่น อาหารทอด อาหารผัดต่างๆ ไม่ทานอาหารรสจัด โดยเฉพาะรสเค็ม หรืออาหารที่มีโซเดียมมาก เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมกรุบกรอบต่างๆ อาหารที่ใส่ผงชูรสมาก เป็นต้น และควรงดการดื่มชา กาแฟ และแอลกอฮอล์ และไม่ทานอาหารที่หวานมากไป เป็นต้น

                       ส่วนสาเหตุจากการตั้งครรภ์นั้นไม่ใช่ เพราะไม่เคยมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่อวัยวะเพศ มีเพียงแค่การใช้นิ้วช่วย ก็ย่อมไม่ได้ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ค่ะ