ถามแพทย์

  • ตาแห้ง

  •  nutnaree_mild
    สมาชิก
    สวัสดีค่ะพอดีว่าหนูตาแห้งจากการเรียนออนไลน์ ไปหาหมอหมอถามอาการนิดหน่อยเราก็ไปตามปกติแล้วหมอก็บอกว่าเป็นตาแห้ง เท่าที่เราอ่านมาก็ต้องมีการย้อมตาเพื่อดูว่าแห้งแค่ไหน แต่อันนี้หมอถามอาการและก็ให้เราน้ำตาลเทียมแบบไม่มีสารกันเสียกับเจลหยอดตามาค่ะ แต่ไม่มีการนัดดูอาการอะไรเลยค่ะ หนูเลยอยากทราบว่าถ้าอยากรู้ว่าตัวเองหายหรือยังต้องไปตรวจหาหมออีกรอบ หรือไปที่โรงพยาบาลดี หรือควรเปลี่ยนคลินิก อยากทราบว่ามันหายได้ใช่ไหมคะ แล้วปกติเขาย้อมสีตากันใช่ไหมคะ ไม่ใช่ถามอาการอย่างเดียว

    สวัสดีค่ะ คุณ nutnaree_mild,

                    โรคตาแห้ง คือ อาการของดวงตาที่มีปริมาณน้ำตามาหล่อเลี้ยงให้เกิดความชุ่มชื้นกับดวงตาและเคลือบกระจกตาดำไม่เพียงพอ

                     อาการได้แก่ รู้สึกฝืด ระคายเคือง คล้ายมีเศษผงเข้าตา แสบตา  ตาพร่ามัว บางรายมีขี้ตาเป็นเมือกเหนียวยืดเป็นเส้น เพราะน้ำตามีส่วนประกอบของน้ำเมือกและน้ำมัน เมื่อโดนแดดและลม น้ำจะถูกระเหยไป จึงทำให้เมือกข้นมากขึ้น บางครั้งอาจมีอาการน้ำตาไหล สาเหตุเนื่องจากน้ำตาปกติลดน้อยลง มีอาการระคายเคือง ทำให้ต่อมน้ำตาใหญ่ บีบน้ำตาออกมามากจนไหลล้น เมื่ออาการแสบตาลดลงน้ำตาก็จะหยุดไหล จนน้ำตาเริ่มแห้งถึงระดับที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองตาอีก น้ำตาก็จะไหลออกมามาก สลับกันไปเช่นนี้เป็นระยะ

                     สำหรับสาเหตุของการเกิดตาแห้ง ได้แก่ 

                    - การใช้สายตานานๆ เช่น อ่านหนังสือ มองคอมพิวเตอร์ มือถือ 

                   -  อายุที่มากขึ้น 

                    - เป็นภูมิแพ้ที่ตา เยื่อบุตาอักเสบเรื้อรัง

                    - เป็นโรค Sjogren’s Syndrome ซึ่งมีอาการตาแห้งร่วมกับข้ออักเสบและปากแห้ง 

                   - การใช้คอนแทคเลนส์ทำให้ตาแห้งได้ เนื่องจาก คอนแทคเลนส์จะดึงน้ำที่ตาเพื่อทำให้ตัวคอนแทคเลนส์เองสามารถคงความใสอยู่ได้

                   - ผลข้างเคียงจากการทานยาบางชนิด  เช่น ยาแก้แพ้ ยาคลายเครียด ยยาลดความดันโลหิตสูงในกลุ่มที่ออกฤทธิ์โดยการขับปัสสาวะ เป็นต้น 

                   - เคยผ่าตัดตา หรือทำเลสิก

                   - การนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือ หลับไม่สนิท ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ส่งผลให้การสร้างน้ำตาลดลงได้

                  -  สิ่งแวดล้อมมีผลทำให้ตาแห้งได้ เช่น เจอสภาพอากาศแห้ง มีความชื่นในอากาศน้อย, อยู่ในห้องแอร์มีอุณหภูมิเย็นแห้ง, ปะทะลมหรือแสงแดดเป็นประจำ เป็นต้น จะทำให้น้ำตาระเหยได้ง่าย

                      การวินิจฉัย โรคตาแห้ง อาจอาศัยแค่การซักระวัติก็เพียงพอ แต่ในบางราย หากมีอาการที่ทับซ้อนกับโรคอื่นๆ แพทย์อาจใช้วิธีทดสอบโดยการวัดปริมาณน้ำตา ที่เรียกว่า Schrimer’s Test โดยการให้ผู้ป่วยหลับตา แล้วใช้แถบกระดาษกรองมาตรฐาน สอดไว้ที่ซอกเปลือกตาด้านล่างค่อนไปทางหางตา ใช้เวลา 5 นาที แล้วเริ่มวัดระยะความเปียกของกระดาษจากขอบตาออกมาบันทึกไว้ ซึ่งหากปริมาณน้ำตาเป็นปกติจะวัดแถบน้ำตาที่เปียกได้ 10 มิลลิเมตร ขึ้นไป

                     สำหรับการป้องกันอาการตาแห้ง ได้แก่

                     - การลดการระเหยของน้ำตาให้น้อยลง เช่น หลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงกับแสงแดดและลม สวมแว่นกันแดดเมื่ออยู่กลางแจ้ง ไม่นั่งในที่ที่มีลมพัดหรือลมแอร์เป่าใส่ดวงตา

                    - กระพริบตาถี่ ๆ ในภาวะปกติคนเราจะกระพริบตานาทีละ  20-22 ครั้ง ทุกครั้งที่กระพริบตา เปลือกตาจะรีดผิวน้ำตาให้มาฉาบผิวกระจกตา แต่ถ้าในขณะที่จ้องหรือเพ่ง ตาจะลืมค้างไว้นานกว่าปกติ ทำให้กระพริบตาเพียง 8-10 ครั้ง น้ำตาก็จะระเหยออกไปมาก ทำให้ตาแห้งเพิ่มขึ้น จึงควรพักสายตาโดยการหลับตาทุกๆ 30-60 นาที โดยหลับตานาน 1-2 นาที หรือใช้วิธีกระพริบตาทุกๆ 10 - 15 นาที

                     - ใส่คอนแทคเลนส์ให้น้อยลง หรือไม่ควรเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน หากพบว่าตาแห้งมากควรงดใส่คอนแทคเลนส์

                    - นอนพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างการสามารถผลิตน้ำตาได้เต็มที่ และควรดื่มน้ำเปล่ามากๆ 

                   - ใช้น้ำตาเทียม ซึ่ง มี 2 ชนิด คือ น้ำตาเทียมชนิดน้ำ เหมาะที่จะใช้ในเวลากลางวัน เพราะไม่เหนียวเหนอะหนะและไม่ทำให้ตามัว แต่ต้องหยอดตาบ่อย อีกชนิดคือน้ำตาเทียมชนิดเจลและขี้ผึ้ง มีลักษณะเหนียวหนืด หล่อลื่นและคงความชุ่มชื้นได้นานกว่าชนิดน้ำ แต่จะทำให้ตามัวชั่วขณะหลังป้ายยา จึงควรใช้ป้ายตาแต่น้อยและควรใช้ก่อนเข้านอน

                       การรักษาด้วยวิธีใช้น้ำตาเทียม เวลาในการหยอดตาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการตาแห้ง หากวันใดไม่ถูกแสงแดดหรือลม และรู้สึกสบายตาก็ไม่จำเป็นต้องหยอด แต่ถ้ารู้สึกเคืองตามาก ก็สามารถหยอดบ่อยๆได้ตามต้องการ

                       ดังนั้น หากมีประวัติชัดเจนว่า มีการใช้สายตาเรียนออนไลน์มากไป ประกอบกับมีอาการของตาแห้งดังกล่าวข้างต้น ก็ไม่จำเป็นต้องทำการทดสอบวัดปริมาณน้ำตาก็ได้ และหลังจากนั้น ก็ให้ปฏิบัติตัวตามที่แนะนำ ร่วมกับการใช้น้ำตาเทียมที่แพทย์ให้มา ซึ่งหากอาการค่อยๆ ดีขึ้นจนหายไป ก็ไม่จำเป็นต้องกลับไปพบแทพย์อีก แต่หากอาการไม่ดีขึ้น ไม่หายไป จึงค่อยกลับไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมค่ะ