ข้ามไปที่เนื้อหา
Pobpad
งูสวัด (Shingles)

การป้องกันงูสวัด งูสวัด (Shingles)

อัปเดตล่าสุด 27 ก.พ. 2566

การป้องกันงูสวัด

โรคงูสวัดสามารถป้องกันได้ด้วยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแผลงูสวัดของผู้อื่น ส่วนผู้ที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อนให้ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเสมอ เพื่อไม่ให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำจนทำให้เชื้อกำเริบได้ นอกจากนี้ การใช้วัคซีนเพื่อป้องกันโรคก็สามารถทำได้ โดยในปัจจุบันมีวัคซีนที่ใช้เพื่อป้องกันเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ 2 ประเภท ได้แก่

วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส

วัคซีนโรคอีสุกอีใสเป็นวัคซีนที่สามารถฉีดให้กับเด็กได้ โดยเข็มแรกจะฉีดเมื่ออายุ 1 ปีขึ้นไป และเข็มที่ 2 จะฉีดเมื่ออายุ 4–6 ปี โดยวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส มีทั้งวัคซีนชนิดเดี่ยวและวัคซีนรวม ซึ่งในประเทศไทยวัคซีนนี้สามารถฉีดเพิ่มให้เด็กได้โดยต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ส่วนผู้ใหญ่สามารถฉีดได้เฉพาะกรณีที่ไม่เคยป่วยด้วยโรคอีสุกอีใสมาก่อนเท่านั้น

วัคซีนชนิดนี้สามารถป้องกันโรคอีสุกอีใสได้ตลอดชีวิต โดยประสิทธิภาพในการป้องกันจะอยู่ที่ประมาณ 90% แต่หากได้รับการฉีดตั้งแต่อายุ 1–12 ปี ประสิทธิภาพของวัคซีนเข็มแรกจะสามารถป้องกันโรคได้ 85% และประสิทธิภาพของวัคซีนจะเพิ่มขึ้นไปถึง 88–98% เมื่อได้รับวัคซีนเข็มที่ 2

ทั้งนี้ ถ้าเด็กที่อายุมากกว่า 13 ปีขึ้นไป จะต้องฉีดวัคซีนทั้ง 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 4–8 สัปดาห์ จึงจะได้ประสิทธิภาพที่ดี แต่การได้รับวัคซีนหลังจากสัมผัสเชื้อไม่สามารถป้องกันได้เต็มร้อย และอาจเกิดผลข้างเคียงทั่วไป เช่น เป็นผื่น ปวดแขนบริเวณที่ฉีดวัคซีน มีไข้ ปวดบริเวณข้อต่อ ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ที่ได้รับวัคซีน

วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด

วัคซีนงูสวัดเป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นที่ใช้กับผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป โดยวัคซีนนี้สามารถให้ได้กับผู้ที่เคยหรือไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน แต่วัคซีนชนิดนี้ไม่สามารถใช้กับบุคคลบางกลุ่มได้ ได้แก่

  • ผู้มีประวัติในการแพ้เจลาติน ยานีโอมัยซิน (Neomycin) หรือแพ้ส่วนผสมต่าง ๆ ของวัคซีน
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยโรคเอดส์ หรือกำลังรับการรักษาด้วยยาบางชนิดที่กดภูมิคุ้มกัน
  • ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีรังสีรักษาหรือเคมีบำบัด หรือผู้ป่วยโรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับไขกระดูกและระบบน้ำเหลือง

หากผู้ที่รับวัคซีนต้องการตั้งครรภ์ ควรชะลอการตั้งครรภ์ไปช่วงหลังจากรับวัคซีนแล้วอย่างน้อย 4 สัปดาห์ รวมทั้งผู้ที่มีอาการป่วยอื่น ๆ หรือเป็นไข้ ควรรักษาให้หายเป็นปกติก่อนแล้วจึงค่อยรับวัคซีน และแม้วัคซีนทั้ง 2 ชนิดนี้จะเป็นวัคซีนที่ผลิตจากเชื้อชนิดเดียวกัน แต่ก็ไม่สามารถใช้แทนกันได้ เนื่องจากปริมาณเชื้อในวัคซีนแตกต่างกัน

ทั้งนี้ นอกจากวัคซีนในข้างต้น ยังมีวัคซีนชนิด Recombinant (Recombinant Vaccine) ซึ่งเป็นวัคซีนป้องกันงูสวัดที่อาจเริ่มใช้ในอนาคต โดยวัคซีนชนิดนี้จะใช้ในผู้ที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป และผู้ที่อายุ 19 ปีขึ้นไปที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอที่มีสาเหตุมาจากโรคหรือการรักษาบางชนิด

หัวข้อสนทนาที่เกี่ยวข้อง

มีตุ่มนูนเป็นเส้นเล็กๆ คันแป๊นเดียว ไม่แสบร้อน แบบนี้เป็นงูสวัดได้ไหม

โดย Fuppuss

มีตุ่มนูนเป็นเส้นเล็กๆ คันเกาครั้งเดียวก็หายคัน ไม่มีอาการแสบร้อนหรืออะไรเลย มันคือตุ่มอะไรครับ ใช่งูสวัดไหม

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 4 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

โรคงูสวัด หายเองได้หรือไม่ ถ้าไม่มีโรคประจำตัวและอาการไม่รุนแรง ต้องไปพบแพทย์หรือเปล่า

โดย ชีวา นาวิน

โรคงูสวัด หายเองได้หรือไม่ ?(หากไม่กินยา) ชายอายุ 62 ปี ไม่มีโรคประจำตัว สุขภาพแข็งแรง อาการไม่รุนแรง เป็นครั้งแรก บริเวณชายโครงขวา เป็นมาเกิน 72 ชั่วโมง (5 วัน) หรือควรพบแพทย์…

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 4 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

เป็นงูสวัด กินยาฆ่าเชื้อมาครบ 6 วัน แต่ยังมีรอยโรคอยู่ ต้องไปซื้อยามากินต่อไหม

โดย audddxd

คือ ผมเป็น งูสวัด แล้วกินยาฆ่าเชื้อมาตลอด 6 วัน(ตามที่หมอให้มา) จนตอนนี้ยาฆ่าเชื้อหมดแล้ว อาการก็ดีขึ้นแต่ยังไม่ได้หายสนิท คำถามคือว่า ... ผมควรจะซื้อยาฆ่าเชื้อมาทานต่อไหม…

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 4 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

เพิ่มเติม