ข้ามไปที่เนื้อหา
Pobpad
วัณโรค (Tuberculosis)

การรักษาวัณโรค วัณโรค (Tuberculosis)

อัปเดตล่าสุด 29 พ.ค. 2566

การรักษาวัณโรคนั้นสามารถรักษาให้หายได้ โดยการรักษาจะมุ่งเน้นไปที่การใช้ยา ซึ่งการรับประทานอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอจะช่วยควบคุมและรักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้ผู้ป่วยก็ต้องมีการดูแลสุขภาพควบคู่กันไปด้วยดังนี้

  • หากรู้สึกอยากรับประทานอาหารในปริมาณมาก ควรแบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆ วันละหลาย ๆ ครั้งแทนการรับประทานมื้อใหญ่
  • ดื่มเครื่องดื่มแคลอรี่สูง เช่น โปรตีนเชค เพื่อเพิ่มเติมสารอาหารให้กับร่างกาย
  • ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสม เช่น เดินครั้งละ 20 นาที หรือแบ่งการออกกำลังกายเป็นครั้งละ 10 นาที 2 ครั้งต่อวัน แล้วค่อย ๆ เพิ่มเวลาขึ้นเท่าที่จะสามารถทำได้ จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น
  • พบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ และรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง เพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพ
  • แจ้งแพทย์ทุกครั้งที่มีอาการของผลข้างเคียงจากการใช้ยา โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับสายตา
  • หากผู้ป่วยมีการวางแผนว่าจะย้ายที่อยู่ขณะที่ทำการรักษา ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์เพื่อให้แพทย์ช่วยวางแผน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ในการรักษาด้วยการใช้ยา แพทย์อาจใช้ผลการตรวจเพาะเชื้อเสมหะของผู้ป่วยเพื่อพิจารณาว่ายาชนิดใดเหมาะกับผู้ป่วยมากที่สุด และรับประทานอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป โดยยาที่นิยมใช้ในการรักษาวัณโรคได้แก่ ไอโซไนอาซิด (Isoniazid) ไรแฟมพิซิน (Rifampicin) อีแทมบูทอล (Ethambutol) และไพราซินาไมด์ (Pyrazinamide)

หากในการรักษา ผู้ป่วยมีอาการดื้อยา ก็อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มตัวยาบางชนิดเพื่อใช้ในการรักษา ซึ่งยาที่มักใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยดื้อยา เช่น ยาสเตรปโตมัยซิน (Streptomycin)  ยาลีโวฟลอกซาซิน (Levofloxacin) 

ทั้งนี้ ยาที่ใช้ในการรักษาวัณโรคอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ หรืออาเจียน คัน นอนไม่หลับ แต่จะมีอาการเพียงชั่วคราว แต่ก็ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการเหล่านี้

  • ความอยากอาหารลดลง
  • ผิวซีด เหลือง
  • ปัสสาวะมีสีเข้ม
  • มีไข้ติดต่อกัน 3 วันขึ้นไปโดยไม่มีสาเหตุ
  • หายใจลำบาก
  • รู้สึกว่าหน้าท้องมีอาการแข็งหรือบวมผิดปกติ
  • มีอาการบวมที่หน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือคอ
  • มีปัญหาเรื่องการมองเห็น เช่น เห็นภาพไม่ชัด หรือเห็นสีผิดปกติ

นอกจากนี้ ยารักษาวัณโรคอาจเป็นพิษต่อตับ โดยแพทย์อาจหยุดยาและให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจอื่น ๆ เช่น ระดับเอ็นไซม์ของตับ เพื่อกำหนดแนวทางในการรักษาที่เหมาะสมต่อไป ผู้ป่วยควรสังเกตความผิดปกติของร่างกายในระหว่างการรักษาด้วยยาเพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ป่วยเอง

วัณโรคเป็นโรคที่ต้องมีการติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งอาการต่าง ๆ จะค่อย ๆ ดีขึ้นในเวลา 1–2 สัปดาห์หลังจากเริ่มรักษา โดย 80% ของผู้ป่วยจะมีอาการดีชัดเจนขึ้นภายใน 3 เดือน และ 90% ของผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นมากหลังจาก 4 เดือน

ระยะเวลาในการรักษาผู้ป่วยวัณโรคแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่ต้องรับประทานยาติดต่อกันอย่างน้อย  6 เดือนขึ้นไป โดยมีการตรวจเสมหะและเอกซเรย์ปอดเป็นระยะ

หัวข้อสนทนาที่เกี่ยวข้อง

ถ้าหายจากวัณโรคแล้ว จะยังมีเชื้อในตัวไหม หากน้ำลายเราไปสัมผัสกับคนอื่น จะติดเชื้อไหม

โดย Thanawan Niwla

หมอค่ะ ถ้าหายจากวัณโรคแล้วเรายังมีเชื้อในตัวไหมคะแล้วน้ำลายเราถ้าหายจากวัณโรคแล้วเรายังมีเชื้อไหมคะ ถ้าน้ำลายเราไปสัมผัสกับคนอื่น เค้าจะติดหรือมีเชื้อไหมคะ

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 3 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

กินยาวัณโรคต่อมน้ำเหลือง ต่อมน้ำเหลืองจะขึ้นมาใหม่ไหม ก้อนจะยุบเมื่อไหร่

โดย Teun 'S U-Domkan

กินยาวัณโรคต่อมน้ำเหลืองมีโอกาศที่จะมีก้อนต่อมน้ำเหลืองขึ้นมาใหม่ไหมครับ แล้วมันจะยุบลงไปเมื่อไหร่ครับผม

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 3 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

เป็นวัณโรคต่อมน้ำเหลือง มีก้อนที่ไหลปลาร้ ทานยา 2 อาทิตย์ มีต่อมเพิ่มขึ้นที่คอ 2 ต่อม แบบนี้เชื้อดื้อยาไหม

โดย Chris Siriwatchara Sukcharoenlap

สวัสดีครับ ผมเป็นวัณโรคต่อมน้ำเหลือง มีก้อนที่ไหปลาร้าขนาด4cm และลามขึ้นคอ ตัดชิ้นเนื้อมาตรวจ พบว่าเป็น วัณโรคต่อมน้ำเหลือง เริ่มทานยาสูตร 4 ชนิด วันละ10เม็ดได้ 2 อาทิตย์…

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 4 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

เพิ่มเติม