
Feb 12, 2019 at 01:00 AM

Feb 12, 2019 at 01:00 AM

Feb 12, 2019 at 07:28 AM
สวัสดีค่ะ คุณ liyoulan,
หากอาการปวดท้องประจำเดือน เป็นมาตั้งแต่วัยรุ่น หรือเกิดขึ้นในช่วงอายุ 15-25 ปี โดยที่อาการปวดจะเกิดขึ้นก่อนหรือขณะมีประจำเดือนมา และจะหายไปเมื่อประจำเดือนหมดไป และอาการปวดไม่ได้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นการปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ ซึ่งไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของมดลูกหรือรังไข่ จึงไม่ได้อันตรายแต่อย่างใด
แต่หากไม่เคยมีอาการปวดท้องประจำเดือนมาก่อน หรืออาการปวดเป็นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หรือยังคงปวดต่อเนื่องแม้ประจำเดือนจะหมดไปแล้ว ถือว่าเป็นอาการปวดประจำเดือนที่ผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจาก
- มีเนื้องอกมดลูก
- เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญขึ้นผิดที่
- ซีสต์ที่รังไข่ โดยเฉพาะช็อกโกแลตซีสต์ ซึ่งเกิดจากเซลล์เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ไปที่รังไข่และก่อตัวเป็นถุงน้ำ
- มีมดลูกอักเสบ หรืออุ้งเชิงกรานอักเสบ แต่มักจะทำให้ปวดแบบเรื้อรัง ไม่เป็นตามรอบประจำเดือน และมักมีตกขาวที่ผิดปกติร่วมด้วย หากมีการอักเสบจนเกิดพังผืดในโพรงมดลูกขึ้น ในช่วงที่มีประจำเดือน ก็จะทำให้มีอาการปวดมดลูกมากได้
- พังผืดในช่องท้อง ซึ่งอาจเกิดจากเคยผ่าตัดในช่องท้องมาก่อน หรือเคยมีการอักเสบในอุ้งเชิงกรานมาก่อน (ที่ไม่ใช่จากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญขึ้นผิดที่) จะทำให้เกิดการดึงรั้งของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน โดยจะมีอาการปวดท้องน้อยแบบเรื้อรังมากกว่าที่จะปวดตามรอบของประจำเดือน
ดังนั้น หากเพิ่งปวดมา2 -3 ปี และปวดมากขึ้นเรื่อยๆ แนะนำควรไปพบสูติ-นรีแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุค่ะ ซึ่งแนะนำควรอให้ประจำเดือนหมดก่อน แล้วจึงไปตรวจค่ะ เพื่อให้การตรวจมองเห็นสิ่งผิดปกติที่อาจมีได้ง่ายขึ้น
ในเบื้องต้น หากปวดมาก อาจทานแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล (paracetamol) หรือยาในกลุ่มยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) เช่น พอนสแตน (ponstan) ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) เป็นต้น