
Oct 17, 2020 at 11:37 AM

Oct 17, 2020 at 11:37 AM

Oct 17, 2020 at 11:53 AM
สวัสดีค่ะ คุณ อุ้ม ลมิดา,
การตรวจเลือดหาการติดเชื้อ HIV ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็น fourth generation ซึ่งสามารถตรวจพบได้เร็วภายใน 2 สัปดาห์ และได้เกือบ 100% ที่ 4 สัปดาห์
และตามมาตรฐาน การตรวจ anti-HIV จะทำทั้งหมด 3 วิธีโดยใช้ test ที่ต่างกัน โดย test แรกที่ใช้ตรวจต้องมีความไวสูงสุด ถ้า ผลตรวจ negative ให้รายงานว่าเป็นลบได้เลย แต่หากเป็น positive ต้องทำต่ออีก 2 test ถ้าผลตรงกันหมด ให้รายงานเป็นบวก
แต่หากทั้ง 3 test ผลไม่ตรงกัน จะรายงานว่า inconclusive หากทั้ง 3 test ผลไม่ตรงกัน lab จะรายงานว่า inconclusive ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุ คือ
- ยังตรวจไม่พบ เพราะตรวจเร็วเกินไป
- false positive anti-HIV (ผลบวกลวง) โดยอาจเกิดจาก มีโรคภูมิแพ้ตนเองชนิดต่างๆ โรคมะเร็งเม็ดเลือดบางชนิด เพิ่งไปฉีดวัคซีนมา ติดโรคเรื้อรังบางชนิดอยู่ เช่น ติดเชื้อไวรัส CMV เชื้อแบคทีเรียหนองใน เชื้อวัณโรค ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ บี และอื่นๆ อีกมากมาย เป็นต้น
ทั้งนี้ ส่วนใหญ่แพทย์ก็จะตรวจติดตามซ้ำอีกครั้ง หากผลยังเป็น negative หรือยัง inconclusive แสดงว่าน่าจะ false positive มากกว่า ไม่น่าเกิดจากการติดเชื้อ HIV ค่ะ
ดังนั้น หากได้ตรวจซ้ำมาเกิน 2 ครั้งแล้ว ผลเป็นลบ หรือเป็นแบบไม่แน่นอน (inconclusive) ซึ่งตรวจหลังจากที่ไปมีความเสี่ยงมาตั้งแต่เดือน ก.ค. คือผ่านมาเกือบ 3 เดือนแล้ว ก็แสดงว่าไม่น่ามีการติดเชื้อค่ะ อาจเกิดจากการมีโรคอื่นๆ อยู่ ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติอะไร ก็ควรไปพบอายุรแพทย์เพื่อหาโรคอื่นๆ ที่อาจมีอยู่ค่ะ