ถามแพทย์

  • หลังหยุดทานยาคุม ได้มีประจำเดือนแล้ว ต่อมามีเลือดออกกะปริดกะปรอย แล้วประจำเดือนขาดไป 2 เดือน เกิดจากอะไร

  •  sukanda30
    สมาชิก

    สวัสดีค่ะคุณหมอ

    เนื่องจากฉันทานยาคุมกำเนิดติดต่อกันนาน 3 ปี  หยุดยาวันที่ 27 เมษา ประจำเดือนมาครั้งแรกวันที่ 1 พ.ค. เดือนต่อมาประจำเดือนก็ยังมาอยู่ วันที่ 7 มิถุนา แล้วหยุดไปสักพักหนึ่งก็มากระปริบกระปอย หมดไปประมาณวันที่ 25 และ ก็ไม่มาอีกเลย 2 เดือน แต่หลังจากหยุดทานยาคุมกำเนิดได้มีการป้องกันด้วยถุงยางอนามัยทุกครั้ง และมีการตรวจการตั้งครรถ์ถึง 2 ครั้งและพบว่าขึ้นขีดเดียว ปัญหาคือ

    เป็นกังวลเรื่องการมาของประจำเดือนอะคะ เป็นเรื่องปกติไหมคะที่ประจำเดือนมาไม่มานานเพราะหยุดยาคุมกำเนิด

     สวัสดีค่ะ คุณ sukanda30,

                         เมื่อทานยาคุมกำเนิดครบในวันที่ 27 เม.ย. และได้มีประจำเดือนมาในวันที่ 1 พ.ค. ก็ถือว่าปกติดี และแสดงว่าไม่ได้มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น และหลังจากนั้น หากไม่ได้ทานยาคุมกำเนิดต่อ และได้มีประจำเดือนมาแล้ว โดยมาในวันที่ 7 มิ.ย. ก็แสดงว่าการทำงานของรังไข่ได้กลับมาแล้ว และยาคุมกำเนิด ก็ไม่ได้มีผลต่อการทำงานของรังไข่แล้ว แต่หากหลังจากนั้นเกิดทีเลือดออกกะปริดกะปรอยแล้วตามด้วยอาการขาดประจำเดือน อาจเกิดจาก

                         1. การตั้งครรภ์ แต่หากได้ตรวจหาการตั้งครรภ์อย่างถูกต้องแล้ว พบขึ้นเพียง 1 ขีด ก็แสดงว่าไม่ได้เกิดการตั้งครรภ์ขึ้นค่ะ

                         2. การผลิตฮอร์โมนของรังไข่ผิดปกติ

                         3. เป็นโรคอ้วน เนื่องจากคนอ้วนมีเซลล์ไขมันจำนวนมาก ซึ่งเซลล์ไขมันสามารถสร้างฮฮร์โมนเอสโตรเจนได้ในปริมาณเล็กน้อย เมื่อมีปริมาณมากเกิน จึงกระทบต่อการหลั่งฮอร์โมนเพศที่ปกติได้ 

                         4. มีภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนเป็นพิษหรือไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ

                         5. มีพังผืดในมดลูก

                         แนะนำให้รอดูประจำเดือนไปจนครบ 3 เดือน หากประจำเดือนยังคงไม่มา ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุค่ะ